ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

โหมโรง

ผมเขียนบทวิจารณ์การวิจารณ์ให้ศกว. แต่ความรู้ผมยังน้อยครับ
ถ้าพี่ ๆ คนไหน เห็นว่าจุดไหนควรแก้ไขก็ให้คำชี้แนะด้วยนะครับ

โหมโรง
จากที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าโครงการวิจัย “การวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย” ให้ติดตามความเคลื่อนไหวบทวิจารณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตลอดจนวารสารต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 20 บทความ นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2547 เป็นเวลาทั้งสิ้น 5 สัปดาห์ ผู้เขียนสามารถวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปประเด็นจากบทความเหล่านั้นตามลำดับเวลาได้ดังนี้
สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547
ในสัปดาห์แรก นักวิจารณ์ส่วนมากเริ่มต้นบทวิจารณ์ของตนโดยการเล่าเรื่องย่อของภาพยนตร์เสียก่อน แล้วจึงค่อยวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ภายหลัง ผู้เขียนจำได้ว่าในสมัยที่ผู้เขียนเรียนวิชาปริทัศน์การละครเมื่อครั้งยังเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 ท่านอาจารย์ผู้สอนก็คือ อ.ปวิตร มหาสารินันท์ได้เน้นย้ำถึงกลวิธีในการเขียนวิจารณ์ในลักษณะนี้ว่าเป็นวิธีเขียนขั้นพื้นฐานและเหมาะสำหรับผู้ฝึกหัดวิจารณ์ศิลปะการละครที่สุด เพราะนอกจากจะเรียบเรียงง่ายแล้ว ผู้อ่านยังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย เพราะเหตุนี้เองนักวิจารณ์จึงนิยมเขียนเรื่องย่อก่อนแล้วจึงค่อยวิเคราะห์องค์ประกอบตลอดจนบรรยายความรู้สึกของตนที่มีต่อภาพยนตร์ภายหลัง
กล่าวกันว่าการเขียนเรียงความจะดีได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงเรื่องที่นักเขียนร่างเอาไว้ฉันใด ภาพยนตร์จะดีได้ก็ขึ้นอยู่กับโครงเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ฉันเดียวกัน
อาจจะเป็นเพราะว่าอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์เป็นสถาปนิกมืออาชีพ เมื่อเขาต้องหันมารับบทผู้กำกับภาพยนตร์เขาจึงสามารถจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ “โหมโรง” ตลอดจนลำดับเวลาทุกอย่างสอดประสานกันได้อย่างลงตัวเกือบไม่มีที่ติ
นักวิจารณ์แต่ละคนต่างก็ชื่นชมโครงเรื่องที่ดัดแปลงมาจากชีวประวัติของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ( ศร ศิลปะบรรเลง ) จากท้องเรื่อง เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนบทภาพยนตร์เขียนบทโดยแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาของชีวิตตัดฉากสลับกันไปมาได้อย่างลงตัว กระชับ น่าสนใจ ไม่น่าเบื่ออย่างผู้ชมหลาย ๆ คนกังวลก่อนเข้าชม
นักวิจารณ์บางคนอย่างเธียรชัย อัครเดช พยายามมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อขัดแย้ง (conflict) ในภาพยนตร์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อขัดแย้งภายนอก (external conflict) ในยุคแรกของชีวิตตัวละครเอก ศร ที่จะต้องต่อกรประชันฝีมือกับขุนอิน ข้อขัดแย้งประเภทนี้จัดเป็นข้อขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (conflict between man and man) ซึ่งนักวิจารณ์แต่ละคนล้วนแต่มีความเห็นแตกต่างกันออกไป บางคนเล็งเห็นถึงคุณค่าของลักษณะไทยที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้สอดแทรกไว้ในเนื้อเรื่อง คือเมื่อศรประลองชนะขุนอินแล้ว แทนที่มือระนาดหนุ่มผู้นี้จะลิงโลดยินดีกับชัยชนะของตน เขากลับก้มลงกราบขอขมาขุนอินอย่างนอบน้อม ในขณะเดียวกันขุนอินก็ให้ศีลให้พรขอให้ศรรักษาศิลปะแขนงนี้สืบต่อไป “ศิลปะแห่งการสงวนอารมณ์”แขนงนี้ซึ่งเป็นจุดที่นักวิจารณ์ไทยน่าจะนำมาขยายใหญ่และนำเสนอให้สังคมโดยเฉพาะเยาวชนของชาติได้ศึกษา แต่ในความเป็นจริงนักวิจารณ์อีกหลาย ๆ คนกลับมุ่งเน้นไปวิเคราะห์วิจารณ์เฉพาะช่วงจุดสูงสุดของภาพยนตร์ (climax) ในขณะที่นักดนตรีทั้งสองคนกำลังประหัดประหารอย่างเอาเป็นเอาตาย จนอาจลืมมองประเด็นเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนหลังเสร็จสิ้นการประลองไปเสียสิ้น
กระแสความนิยมในภาพยนตร์แอ๊คชั่นจากฮอลลีวูดอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เหล่านักวิจารณ์ให้ความสำคัญกับการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่งระหว่าง ศร กับ ขุนอินมากเกินไป จนกระทั่งมองข้ามความอ่อนน้อมถ่อมตนของตัวละครซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไทย ที่ผู้กำกับภาพยนตร์พยายามจะสื่อ
นักวิจารณ์ที่ดีควรจะเสนอมุมมองที่หลากหลายออกมาเพื่อให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ในสภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้คนแก่งแย่งชิงดีกัน หากนักวิจารณ์จะมุ่งนำเสนอสนับสนุนแต่ภาพการชิงดีชิ่งเด่นรบราฆ่าฟันของภาพยนตร์ด้านเดียวก็รังแต่จะเป็นการปลูกฝังผู้เสพภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนของชาติให้รู้สึกว่าการแข่งขันห้ำหันกันเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย ถ้าหากนักวิจารณ์จะพิจารณาให้ทะลุ “เปลือก” แล้วลองนำเสนอ “แก่น” ที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการจะสื่อในเรื่องความมีสัมมาคารวะออกไปบ้างก็น่าจะเป็นผลดีอยู่บ้าง
อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิจารณ์หลาย ๆ คนมองข้ามทั้ง ๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้ประเด็นอื่น ๆ ก็คือการวิเคราะห์ข้อขัดแย้งภายใน (inner conflict) ที่ตัวละครเอกคือ ศร จะต้องเอาชนะใจข่มใจตนให้อดทนฝึกซ้อมจนกระทั่งเอาชนะคู่แข่งผู้เคยมีฝืมือเหนือกว่าอย่างขุนอินได้ในที่สุด ถ้าหากว่า “ศร” ไม่สามารถชนะใจตัวเองได้แล้วเขาจะไม่สามารถชนะใครอื่นอีกได้เลย
ในขณะที่ในช่วงที่สองนั้นตัวละครเอกก็คือ ครูศร จะต้องต่อสู้กับกระแสวัฒนธรรมทางตะวันตกรวมถึงอำนาจของผู้นำประเทศที่ไม่เห็นคุณค่าของศิลปะ ข้อขัดแย้งทั้งสองที่กล่าวมานี้จัดเป็นข้อขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม (conflict between man and society) ซึ่งผู้เขียนบทวิจารณ์ทุกคนล้วนแล้วแต่ลงความเห็นว่าตัวละครเอกมีกลวิธีต่อสู้กับข้อขัดแย้งดังกล่าวได้อย่างแยบยล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกชายของครูศรได้นำเปียโนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาในบ้าน แทนที่ครูศรจะรังเกียจเครื่องดนตรี “แปลกหน้า” ชิ้นนี้ ท่านครูกลับเปิดใจยอมรับและลองบรรเลงระนาดร่วมกับเปียโนเพลงลาวดวงเดือนในกลิ่นอายของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์ ซึ่งผู้เขียนจะขออนุญาตขยายความในประเด็นเพลงประกอบภาพยนตร์ต่อไป
คง ฤทธิ์ดี ได้นำช่วงสูงสุด (climax) ของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ในตอนที่ ครูศรบรรเลงระนาดเพราะจับใจเสียจนผู้พันตัดใจไม่จับกุมท่านครูและลูกศิษย์ ไปเปรียบเทียบกับ climax ของภาพยนตร์รางวัลออสการ์เมื่อปีที่แล้วคือ "The Pianist" เมื่อ "วลาเด็ก" นักเปียโนชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวเล่นเปียโนสะกดนายทหารชาวเยอรมันผู้พิสมัยในเสียงดนตรีจนใจอ่อนและยอมไว้ชีวิตเขาในที่สุด นักวิจารณ์ผู้นี้ให้ความเห็นว่าหากจะเทียบกับภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ดแล้ว จุด climax ของโหมโรงดูจะยังอ่อนด้อยอยู่มาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเพลงที่ผู้กำกับเลือกมาให้ "ครูศร" ในวัยชราอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร จึงทำให้ไม่อาจจะชักจูงผู้ชมให้เชื่อ ได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ผู้พันซาบซึ้งกับเสียงเพลงที่ ครูศรได้บรรเลงเพียงใด
ทั้งคง ฤทธิ์ดี และ ประภาส ชลศรานนท์ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องโหมโรงมีความไพเราะเป็นเอกลักษณ์ในแบบที่ไม่เคยมีดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องใดทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงซอคลอด้วยเสียงเปียโนเพลง “คำหวาน” ในฉากที่แม่โชติ นางเอกของเรื่องออกมาเก็บดอกลีลาวดีที่สวนท้ายวัง
อย่างไรก็ตามผู้วิจารณ์ทั้งสองมิได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องความสมจริงของการบรรเลงเครื่องดนตรีจากซีกโลกตะวันออกและตะวันตกพร้อม ๆ กัน กล่าวคือผู้มีความรู้ทั้งทางด้านดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิกบางท่านอาจนึกแย้งอยู่ในใจว่าหากจะต้องตีระนาดหรือสีซอพร้อมกับการบรรเลงเปียโนสด ๆ โดยที่มิได้มีการปรับระดับเสียงให้เท่ากันก่อน คุณภาพของเสียงที่ออกมาจะไพเราะดังเช่นในภาพยนตร์ได้อย่างไร เพราะดนตรีไทยมีระดับเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ตรงตามบันไดเสียงของดนตรีตะวันตกเสียทีเดียว
ผู้เขียนเห็นว่าข้อผิดพลาดในเรื่องความสมจริงของภาพยนตร์มิได้มีแต่เฉพาะเรื่องเสียงประกอบภาพยนตร์เท่านั้น บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในองค์ประกอบฉากก็ยังคลาดเคลื่อนไปอีกด้วย เช่น ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงครามเป็นผู้นำประเทศ ไม่น่าจะมีนายทหารไทยคนใดใช้รถ "จีป" เป็นพาหนะ เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะนำรถยนต์ประเภทนี้เข้ามาในเมืองไทยในช่วงสงครามเวียดนามนี่เอง แต่ในช่วงท้ายของภาพยนตร์เรากลับพบภาพ "ผู้พัน" นั่งรถจีปออกจากบ้านของครูศรโดยที่ผู้ชมเองก็คงมิได้รู้สึกขัดแย้งแต่อย่างใด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าภาพยนตร์เป็นเพียงโลกแห่งการสมมติ หลาย ๆ ครั้งผู้ชมเองคงมิได้เจาะรายละเอียดลึกไปจนถึงขั้นที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องสมจริงไปเสียหมด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เราอาจจะต้องเห็นนางสนมในพระบรมหาราชวังเปลือยอกอยู่ทุก ๆ ฉากในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์อย่าง “สุริโยทัย” เป็นแน่
เธียรชัย อิศรเดชเล็งเห็นว่าการที่ครูศรเปิดใจยอมรับเครื่องดนตรีตะวันตกโดยไม่มีอคติถือว่าเป็นสาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการจะสื่อให้ผู้ชมได้ทราบ กล่าวคือ หากคนไทยหลงไหลได้ปลื้มกับกระแสอารยธรรมต่างชาติจนเกินงาม และรังเกียจวัฒนธรรมรากเหง้าของตนแล้ว ประเทศชาติก็คงจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่มั่นคงเท่าใดนัก แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อก็มิได้หมายความว่าคนไทยทุกคนจะต้องปิดกั้นตนเองโดยที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ใด ๆ เลย ตรงกันข้าม น่าจะเป็นเรื่องน่ายินดีเสียอีกหากว่าเรารู้จักนำวัฒนธรรมจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับวิถีแบบไทย ๆ ได้อย่างเหมาะสมจนเกิดประโยชน์มากกว่าโทษ ดังที่ครูศรบรรเลงระนาดร่วมกับร่วมกับลูกชายที่เล่นเปียโนออกมาเป็นเพลง “ลาวดวงเดือน” ได้อย่างไพเราะ
นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วที่คนไทยรับอารยธรรมจากภายนอกเข้ามาประยุกต์จนกลายเป็นของไทย ๆ ในที่สุด ดังจะเห็นได้จากที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐิ์อักษรไทยโดยดัดแปลงมาจากอักษรขอมและมอญ เทคนิคการผลิตถ้วยชามสังคโลกจากจีน รวมถึงการรับพุทธศาสนานิกายหินยานมาจากลังกาที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ร่วมกับคติแบบพราหมณ์ฮินดูตลอดจนการถือผีสางเทวดาจนหากจะมองแต่เพียงผิวเผินเราคงมิอาจจะแยกแยะได้ว่าความเชื่อแบบใด ”ไทยแท้” แบบใด “ไทยเทียม”
ในทัศนะของผู้เขียนเอง วัฒนธรรมไทยมิได้เป็นวัฒนธรรมบริสุทธิ์อยู่แล้ว กล่าวคือ จะหาสิ่งใดที่เป็นของไทยแท้ ๆ นั้นหาได้ยาก ( เว้นก็เสียแต่ “ความขี้เกียจ” หรือพูดให้ดูดีหน่อยก็คือ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจนบางครั้งมักง่าย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแผ่นดินแม่ที่ดูจะหยั่งลึกฝั่งรากอยู่ในลักษณะนิสัยของไทยจนแก้ไม่หาย ) ดังนั้นเสียงเปียโนคลอระนาดที่สะกดผู้ชมในโรงภาพยนตร์แบบตะวันตกก็คงจะมิใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก ในภาพยนตร์ เสียงระนาดที่ครูศรบรรเลงเพลง “ลาวดวงเดือน” ทำหน้าที่เป็นทำนองหลัก (melody) ในขณะเดียวกันเสียงเปียโนที่ลูกชายครูศรเล่นทำหน้าที่เป็นคอร์ด (chord) และเบส (bass) ช่วยพยุงทำนองให้ก้าวเดินได้งดงามยิ่งขึ้น แม้ว่าลักษณะคอร์ดที่ลูกชายครูศรเล่นจะกระเดียดไปทางดนตรีแจ๊ซบ้าง แต่การผสมผสานทางศิลปะจากวัฒนธรรมสองสายเช่นนี้ก็ทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในบริเวณพระบรมมหาราชวังไม่ได้ พระที่นั่งซึ่งได้รับการขนานามว่าเป็น “ฝรั่งสวมชฎา” แห่งนี้มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียน กล่าวคือหลังคาที่มีลักษณะทรงไทยซึ่งประกอบไปด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีความอ่อนหวานงดงามเสมือนทำนองเพลงไทยเดิมที่ยุรยาตรอยู่บนคอร์ดและเบสที่มันคงของเสียเปียโนซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างที่มั่นคงของตึกตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนซึ่งสถาปนิกชาวอังกฤษ จอห์น คลูนิส (John Clunis) เป็นผู้ออกแบบ
อีกประเด็นหนึ่งนักวิจารณ์กล่าวถึงน้อยมากอิทธิพลของตัวละครเอกหญิง “แม่โชติ” อันแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ศรศรีซอออกมาได้อย่างไพเราะ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความอ่อนด้อยไม่ชัดเจนของบทบาทของแม่โชติ นักวิจารณ์จึงไม่ได้ให้ความสนใจในตัวละครเอกฝ่ายหญิงเท่าใดนัก
นักวิจารณ์หลายท่านลงความเห็นว่าหากผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่เข้าใจและไม่เห็นคุณค่าศิลปะพวกเขาก็มักจะไปขีดเส้นชี้ทางเดินให้กับศิลปินในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนบางครั้งอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังจะเห็นได้จากในเนื้อเรื่องที่รัฐบาลในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงครามมีนโยบายนำพาประเทศไปสู่ความเป็น “อารยะ” โดยรณรงค์ให้คนไทยลดละเลิกวัฒนธรรมแผ่นดินแม่ เช่นการเคี้ยวหมาก การนั่งกับพื้น จนทำให้ดนตรีไทยก็มีอันต้องประสบเคราะห์กรรมไปด้วย สืบเนื่องมาจากคำสั่งห้ามเล่นดนตรีของรัฐบาลนักดนตรีไทยหลายคนขาดเงินรายได้ที่เคยได้จากการทำมาหาเลี้ยงชีพจากการเล่นดนตรี จนต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นกรรมกรแบกหามเหมือนอย่างในเรื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ต่างก็วิเคราะห์กันว่า วิธีการต่อสู้กับอำนาจรัฐอย่างสงบที่ “ครูศร”นำมาใช้แสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตแบบไทย ๆ บนครรลองของพุทธศาสนาอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงปลายสัปดาห์แรกหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องโหมโรงเข้าฉายผู้วิจารณ์บางคนอย่างประภาส ชลศรานนท์เริ่มกล่าวถึงจำนวนผู้ชมที่ค่อนข้างจะโหรงเหรง ทั้งนี้ผู้วิจารณ์ได้วิเคราะห์ว่าเนื่องจาก “คนรุ่นใหม่” ในอายุระหว่าง 18-30 ปีซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักทางการตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีทัศนคติต่อดนตรีไทยในแง่ลบ จึงมีผู้เข้าชมภาพยนตร์ค่อนข้างน้อยจนภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” เกือบจะ “ลาโรง” ไปก่อนเวลาอันควร
นอกจากผู้วิจารณ์จะโฆษณาเชิญชวนให้ผู้อ่านเข้าชมภาพยนตร์เรื่องโหมโรงแล้ว ผู้วิจารณ์ยังชื่นชมอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่กล้าเสี่ยงสร้างภาพยนตร์สวนกระแสตลาดทุนนิยม ดังเช่นภาพยนตร์ในแนว หนังผี เซ็กส์ แอ๊กชั่น ที่ผู้กำกับคนอื่น ๆ มักสร้างสรรค์ออกมาให้วัยรุ่นได้ชื่นชมกัน
การที่นักวิจารณ์ชื่นชมและให้กำลังใจแก่ผู้สร้างภาพยนตร์คุณภาพที่สวนกระแสความนยมของตลาดถือว่าเป็นหน้าที่ที่นักวิจารณ์ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยส่งเสริมและสร้างสรรค์พลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัยควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้มีผู้กำกับภาพยนตร์กล้าสร้างหนังในแนวใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาด จนกระทั่งผู้เสพสามารถเลือกชมภาพยนตร์ได้หลากหลายประเภทมากขึ้น


สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 18 - 24 กุมภาพันธ์ 2547

เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ผู้เขียนพบว่านักวิจารณ์ที่ใช้นามปากกว่า "พน" ใช้กลวิธีเล่าเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับดนตรีไทยแล้วจึงวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ แทนที่จะเล่าเรื่องของภาพยนตร์ก่อนสอดแทรกความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ลงไปภายหลังดังที่นักวิจารณ์ท่านอื่น ๆ นิยมเขียนกัน
พน สร้างความเชื่อถือให้กับตนเองโดยเล่าประสบการณ์การเข้าฟังดนตรีไทยของเขาในอดีตเพื่อแสดงให้ผู้อ่านทราบว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทยอยู่พอตัวและสามารถประเมินค่าว่าการบรรเลงดนตรีแบบไหนจัดว่าดีหรือไม่ดีเพียงใด ด้วยเหตุนี้ทำให้บทวิเคราะห์การประชันดนตรีระหว่างศรและขุนอินซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเรื่อง (climax) ในชีวิตช่วงวัยหนุ่มของตัวละครเอกที่ผู้วิจารณ์มองว่าน่าสนใจจึงฟังดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้น
เป็นที่ทราบกันดีว่า "คนรุ่นใหม่" ในอายุระหว่าง 18-30 ปีซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักทางการตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ใคร่จะสนใจในเนื้อหาของ "โหมโรง" ซึ่งเกี่ยวระนาดเอกและดนตรีไทยสักเท่าใดนัก ทั้งนี้นอกจากจะเป็นเพราะในปัจจุบันดนตรีไทยถือว่าเป็นเรื่องห่างไกลจากชีวิตคนกรุงแล้ว ผู้คนในยุคโลภาภิวัฒน์ก็ยังดูจะมีอคติมองว่าจังหวะและท่วงทำนองของดนตรีไทยล้าสมัยและน่าเบื่อ แม้ว่าจะไม่เคยได้สัมผัสกับเนื้อแท้ของดนตรีไทยเลยทั้งชีวิต อย่างไรก็ตามผู้วิจารณ์ได้พยายามเน้นย้ำว่าภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” มิได้น่าเบื่ออย่างที่หลาย ๆ คนคิดแม้ว่าองค์ประกอบจุดเล็ก ๆ บางจุดจะยังไม่ค่อยลงตัวก็ตามที ดังที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง ทีมงานภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอันที่จริงดนตรีไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะถ้วงทำนองของการประชันระนาดเอกนั้นสนุกตื่นเต้นและเร้าใจเพียงใด อีกทั้งการดำเนินเรื่องเชิงเส้นขนาน (parallelism) โดยแบ่งโครงเรื่องซึ่งดัดแปลงมาจากชีวประวัติของ "ดุริยกวีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์" หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ออกเป็นสองยุคแล้วตัดฉากสลับไปมาก็ยิ่งทำให้เรื่องโหมโรงดูสนุกยิ่งขึ้น จนผู้วิจารณ์มองว่ากุศโลบายในการดำเนินเรื่องแบบนี้น่าจะดึงดูดกระแสมหาชลได้มาก หากมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี
ผู้วิจารณ์ได้ทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงของสังคม” ในฐานะนักวิจารณ์ได้อย่างน่าชมเชย เขากล่าวเน้นถึงโครงเรื่องที่ผู้เขียนบทภาพยนตร์จัดลำดับไว้อย่างหน้าตื่นเต้นเพื่อแสดงเห็นว่า บางครั้ง อคติทำให้ผู้ชมภาพยนตร์พลาดชมหนังสนุก ๆ ไป เมื่อผู้ชมภาพยนตร์อาจจะเลือกหรือไม่เลือกชมภาพยนตร์บางเรื่องเพียงเพราะไม่ชอบดารา ไม่ชอบเนื้อหา หรือไม่ชอบ “หนังไทย” ทั้ง ๆ ที่เพียงหากพวกเขาเหล่านั้นลองได้ชมภาพยนตร์นั้น ๆ แล้วพวกเขาอาจจะรู้สึกชอบมากอย่างที่ตนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็ได้ ซึ่งจุดนี้ผู้วิจารณ์มิได้ตำหนิติเตียนคนเหล่านั้นแต่ประการใด หากแต่เสนอแนะเป็นนัย ๆ ว่า บางครั้งถ้ามนุษย์เราลบอคติออกไป เราก็จะสามารถรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเราบ้าง
ผู้วิจารณ์ได้เปรียบเทียบองค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์ในภาพยนตร์ “โหมโรง” กับเรื่อง “Forrest Gump” ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องใช้สัญลักษณ์ในการเปิดและปิดภาพยนตร์ในลักษณะที่คล้าย ๆ กัน โดย “โหมโรง” ใช้ผีเสื้อ ในขณะที่ “Forrest Gump” ใช้ใบไม้ อย่างไรก็ตามผู้วิจารณ์เพียงแต่กล่าวว่าสัญลักษณ์จากภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ทำให้ตนนึกถึง สัญลักษณ์ของ “Forrest Gump”เท่านั้น โดยที่มิได้กล่าวถึงการตีความสัญลักษณ์แต่อย่างใด
นับตั้งแต่มีการตีพิมพ์บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องโหมโรง “พน” เป็นผู้วิจารณ์คนแรกที่กล่าวถึงสัญลักษณ์ แม้จะมิได้มีการตีความที่ชัดเจนก็ตาม สาเหตุที่ผู้วิจารณ์ภาพยนตร์ไทยมักมองข้ามการตีความสัญลักษณ์น่าจะเป็นเพราะว่าผู้วิจารณ์มองว่าสัญลักษณ์มิใช่องค์ประกอบที่สำคัญกับโครงเรื่องของภาพยนตร์ อีกทั้งผู้ชมเองก็คงมิได้สนใจที่จะตีความสัญลักษณ์เท่าใดนัก
อาจจะเป็นเพราะว่า ทั้งในวงวรรณศิลป์และศิลปะการละครของไทยหากมิใช่การบรรยายบทอัศจรรย์ ก็แทบจะไม่มีการใช้สัญลักษณ์ให้เห็น ด้วยเหตุนี้เอง สัญลักษณ์นิยมในภาพยนตร์ไทยจึงมักถูกมองข้ามจากทั้งผู้สร้างและผู้เสพ ผิดไปจากวรรณกรรมตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องสั้น และนวนิยายอเมริกันสมัยใหม่ที่มีการนำสัญลักษณ์มาใช้ในเรื่องอย่างแพร่หลาย จนบางครั้งออกจะมากเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดแทบทุกเรื่องมักจะมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากต่าง ๆ เสื้อผ้า มุมกล้อง ทุกอย่างสามารถนำมาตีความตามแก่นเรื่อง (theme) ได้แทบทั้งสิ้น
อาจสรุปได้ว่าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ได้รับอิทธิพลเชิงสัญลักษณ์นิยมจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด จึงได้ใช้ “ผีเสื้อ” มาเป็นสัญลักษณ์ในตอนเปิดและปิด แต่เนื่องจากสัญลักษณ์นิยมยังใหม่สำหรับคนไทยเหลือเกิน ประเด็นเรื่องการตีความสัญลักษณ์จึงถูกมองข้ามทั้งจากนักวิจารณ์และผู้ชมภาพยนตร์
ดังที่กล่าวมาแล้วในบทวิเคราะห์ของสัปดาห์ที่ 1 ว่า เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" ซึ่งเกี่ยวกับดนตรีไทยมิได้อยู่ในความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักจนจำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์ค่อนข้างบางตา อย่างไรก็ตาม ความแปลกใหม่ของบทภาพยนตร์ตลอดความสนุกเร้าใจของการดำเนินเรื่องและองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้ผู้เขียนบทความบนหน้าหนังสือพิมพ์หลาย ๆ คนเช่นผู้เขียนบทความ "โหมโรงกับมหัศจรรย์ครั้งแรกวงการหนัง" ย่อมรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายหากภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องลาโรงไปก่อนเวลาอันควรเพราะไม่มีคนสนใจเข้าชม ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนบทความจากวารสาร นิตยสาร และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จึงได้พากันประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนไปชมภาพยนต์เรื่องนี้กัน

สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 25 – 2 มีนาคม พ.ศ.2547
บทความในช่วงสัปดาห์ที่ 3 เป็นข่าวที่มิได้ระบุว่าผู้เขียนเป็นใคร ส่วนใหญ่มีเนื้อหาโฆษณาเชิญชวนให้มวลชนไปชมทั้งภาพยนตร์เรื่องโหมโรงเองแล้วก็การแสดงดนตรีไทยของหนึ่งในนักแสดงอย่าง “ขุนอิน” หรือ อาจารย์ ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกระแสนิยมของมหาชนที่มีต่อดนตรีไทยหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องโหมโรงเข้าฉายตลอดจนอุปสงค์ทางกลไกตลาดของเครื่องดนตรีไทยอย่างระนาดเอกสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนระนาดเอกขาดตลาด
ด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยในเมืองกรุงห่างไกลจากดนตรีไทยมากขึ้นเรื่อยจนทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกผูกพันและมองว่า “สังคีตศิลปะแผ่นดินแม่” เป็นเรื่องล้าสมัย แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” จะเข้ามาปลุกกระแสให้มวลชนหันกลับมามองย้อนดูรากเหง้าของตนได้บ้าง แต่ผู้เขียนบทความหลาย ๆ คนยังคงวิตกกังวลว่ากระแสความนิยมดนตรีไทยหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” จะเป็นเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว จึงได้เสนอแนะว่าควรส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจดนตรีไทยในระยะยาวมิใช่เป็นแค่เพียงการเห่อตามกระแสความนิยมของภาพยนตร์เท่านั้น
โดยสรุป ในช่วงสัปดาห์ที่สามหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” เข้าฉาย ไม่มีบทความใด ๆ ที่จัดว่าเข้าข่ายการวิจารณ์ภาพยนตร์เลย

สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 3 – 9 มีนาคม พ.ศ.2547
ลักษณะการเขียนเชิงวิเคราะห์ของนักวิจารณ์ในสัปดาห์ที่ 4 แตกต่างไปจากแนวการเขียนของผู้วิจารณ์ในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 เป็นอย่างมาก กล่าวคือ นักวิจารณ์มิได้วิเคราะห์โดยเน้นเนื้อหาของภาพยนตร์ หากแต่หนักไปที่การวิจารณ์ค่านิยมเชิงสังคมวิทยาโดยอิงเนื้อหาของภาพยนตร์เป็นหลัก
มุกหอม วงษ์เทศ เริ่มบทความของตนด้วยการแจกแจงสาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้ชมที่ค่อนข้างน้อยในการฉายภาพยนตร์ช่วงแรก ๆ ผู้วิจารณ์กล่าวถึงบริบททางสังคมทั้งในภาพยนตร์ทั้งสองช่วงคือ ในช่วงที่หนึ่งที่ ศรยังหนุ่ม และดนตรีไทยถึงจุดเฟื่องฟูสุดขีด ช่วงที่สองในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ที่วัฒนธรรมแผ่นดินแม่บางอย่าง รวมถึงดนตรีไทยกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะนโยบายรัฐนิยมของผู้นำประเทศ รวมถึงบริบททางสังคมในยุคปัจจุบันที่ดนตรีไทยโดนคนไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องล้าหลังและน่าเบื่อ
ผู้วิจารณ์ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” และไม่เห็นความสำคัญของดนตรีไทย โดยกล่าวว่าในอดีตดนตรีไทยผูกพันกับคนไทยตลอดชีวิตดนตรีไทยเป็นส่วนสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนาทุกอย่างตั้งแต่เกิด โกนจุก บวช แต่งงาน จนกระทั่งตาย แต่เนื่องด้วยความเร่งรีบในสังคมเมืองปัจจุบัน ความละเอียดอ่อนของพิธีกรรมต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาได้ถูกตัดตอนออกไปค่อนข้างมาก จนบางครั้งดนตรีไทยก็ถูกตัดออกไปด้วย จึงทำให้ดนตรีไทยกับวิถีชีวิตของคนเมืองค่อนข้างห่างออกจากกันทีละน้อย และหมดความสำคัญในที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้วิจารณ์จะค่อนข้างมุ่งเน้นในเรื่องปริบททางสังคมและความรู้สึกชาตินิยมที่ได้รับหลังจากเข้าชมภาพยนตร์ แต่ผู้วิจารณ์ก็ได้กล่าวถึงประเด็นจากภาพยนตร์ที่ค่อนข้างสำคัญและน่าสนใจประเด็นหนึ่ง คือ “วัฒนธรรมระนาดทุ้ม”
ในทัศนะของผู้เขียน ถึงแม้ว่าผู้วิจารณ์จะมิได้กล่าวถึงระนาดทุ้มในภาพยนตร์โดยตรง แต่ข้อเสนอแนะที่ต้องการให้วงการดนตรีไทยพัฒนาวัฒนธรรมระนาดทุ้มเป็นหลัก เหมือนกับจะเป็นการประเมินค่าสารจากภาพยนตร์โดยนัย กล่าวคือ เหมือนผู้วิจารณ์กำลังกล่าวว่าผู้สร้างภาพยนตร์มองข้ามประเด็นสำคัญของดนตรีไทยเรื่องผู้เล่นระนาดทุ้มไป
อันที่จริงแล้ววัฒนธรรมของดนตรีไทยนั้น ในการบรรเลงระนาดผู้เล่นระนาดทุ้มย่อมเป็นผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่าผู้เล่นระนาดเอก แม้ว่าท่วงทำนองระนาดเอกจะฟังดูโดดเด่นเป็นทำนองหลักก็ตาม ลักษณะเชิงวัฒนธรรมทางดนตรีเช่นนี้แตกต่างจากวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ในวงออร์เคสตร้าของตะวันตก นักไวโอลินหมายเลขหนึ่งย่อมมีฝีมือเหนือกว่านักไวโอลินหมายเลขสองอยู่แล้ว แต่เมื่อภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ดูจะให้ความสำคัญกับการประชันระนาดเอกระหว่าง ศร กับ ขุนอิน จนลืมกล่าวถึงความสำคัญของผู้กำกับจังหวะชั้นครูอย่างผู้ตีระนาดทุ้ม ผู้วิจารณ์ซึ่งมีความรู้ทางดนตรีไทยย่อมจะไม่เห็นด้วย ด้วยอาจเกรงว่าผู้เสพภาพยนตร์ที่ถือว่าค่อนข้างห่างจากดนตรีไทยอยู่แล้วอาจหลงเข้าใจแก่นของวัฒนธรรมดนตรีไทยว่ามุ่งเน้นเพียงแค่การประชันขันแข่งเพื่อเอาชนะและยกยอปอปั้นแต่ผู้เล่นระนาดเอกดุจเป็นเทพบุตรเพียงอย่างเดียว
หากว่าผู้วิจารณ์มุ่งเน้นที่จะวิเคราะห์บริบททางสังคมเรื่องชาตินิยม ผู้เขียนพบว่ามีประเด็นเชิงสังคมวิทยาประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับการประชันดนตรีไทยในท้องเรื่องซึ่งผู้วิจารณ์มิได้กล่าวถึง คือ “ศิลปะการวิจารณ์ของแผ่นดินแม่”
พื้นฐานวัฒนธรรมสังคีตวิจารณ์ของไทยมิใช่วัฒนธรรมลายลักษณ์ หากแต่เป็นวัฒนธรรมมุขปาฐะ และวัฒนธรรมการประชันดังที่เห็นในภาพยนตร์ การประชันระนาดเอกเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งให้นักระนาดได้พัฒนาความสามารถของตน กล่าวคือ ผู้ประชันตนเองและฝ่ายตรงข้ามโดยการเล่นในเทคนิคที่เป็นจุดเด่นของตนและจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามดังที่เห็นในการประชันระหว่างศรกับขุนอิน
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึงวัฒนธรรมการประชันดนตรีไทยตลอดจนความสำคัญของหลวงประดิษฐ์ไพเราะที่ปฏิวัติวงการระนาดเอกด้วยการคิดค้นเทคนิคการสะบัด การขยี้การกรอ การกริบและกวัดไกว ในขณะที่ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ พยายามเสนอแนะให้คนไทยกลับมาฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่งบทความของนักเขียนทั้งสองคนไม่จัดว่าเป็นบทวิจารณ์ภาพยนตร์
นอกจากนี้แล้วยังมีบทความจากหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ที่รายงานถึงกระแสความนิยมของมหาชนที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ชีวิตส่วนตัวของดารานักแสดง เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์และเชิญชวนให้ประชาชนเข้าชมภาพยนตร์ รวมถึงเรื่องที่โหมโรงได้รับคัดเลือกเข้าร่วมประกวดภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบทวิจารณ์แต่อย่างใด

สัปดาห์ที่ 5 วันที่ 10-16 มีนาคม พ.ศ.2547

ในสัปดาห์ที่ห้ามีเพียงหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับที่มีบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” โดยมากเป็นข่าวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น นายกรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาพร้อมทั้งคณะทูตานฑูตพร้อมกันเข้าชมภาพยนตร์ และมีการร่างกฎหมายภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบทวิจารณ์ภาพยนตร์แต่อย่างใด





คำถามที่: 118  [ ตอบ: 13 ]  [ อ่าน: 3557 ]  [ โหวต: 0 ]  [ Fwd: 0 ]  แจ้งลบคำถามที่ 118  เก็บคำถามที่ 118 ไว้ใน Favorite  แนะนำคำถามที่ 118 ให้เพื่อนของคุณ  โหวตกระทู้ที่ 118 พิมพ์กระทู้ที่ 118
โดยคุณ เชษฐภัทร  [ 15 เม.ย. 2547 - 21:37:27 ]




โดยคุณ นายยะ [ 16 เม.ย. 2547 - 11:25:09 ]   คำตอบที่: 178 (1/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 178

ฮืม วิเคราะห์ได้ดีจริงๆ ยกนิ้วให้เลย

ส่วนตัวพี่ก็ชอบนะเรื่องนี้น่ะ แต่มันก็ยังไม่ถือว่าที่สุดอ่ะ แต่ก็ดีมากๆ กว่าที่เคยมีหนังไทยประเภทนี้มา


ปล. ค่อยดูสมเป็นเว็บเด็กอักษรหน่อย เพราะมีบทความที่แสดงถึงความศิวิไลซ์ในภาษามาลงในเว็บ



โดยคุณ adam [ 16 เม.ย. 2547 - 21:15:54 ]   คำตอบที่: 179 (2/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 179

นิ้วไหนฮะ



โดยคุณ ไอ้แห้ว [ 16 เม.ย. 2547 - 22:57:22 ]   คำตอบที่: 180 (3/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 180

นิ้วกลางมั้ง

พี่ยะ ถามหน่อยเดะ
ถ้าเกิด ว่าผมเอารูปมาโพส คล้าย ๆ ฮาวาย อ่อน ๆ
พี่ยะจะโดนตำรวจสั่งปิดเว็บไหม



โดยคุณ นายยะ [ 17 เม.ย. 2547 - 09:42:22 ]   คำตอบที่: 181 (4/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 181

เอาดิ อย่าโป๊มากแล้วกัน (ที่สำคัญเจอาจจะโดนน้องๆ กล่าวหาว่าโรคจิตได้นะ...อันนี้ต้องดูให้ดี...เจจะเสียหายได้นะ)


ทำไมไม่เอารูปฮาๆ ขำๆ มาโพสล่ะ

หรือภาพแปลกๆ ก็ได้



โดยคุณ ไอ้แห้ว [ 17 เม.ย. 2547 - 10:49:47 ]   คำตอบที่: 182 (5/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 182

มีน้อง ๆ เข้ามาเว็บอาร์ทสเม็นด้วยเหรอ



โดยคุณ นายยะ [ 17 เม.ย. 2547 - 12:11:06 ]   คำตอบที่: 183 (6/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 183

อาจจะมีบ้างก็ได้นะ (สมมติน้อง ป. เข้ามา เค้าอาจจะคิดว่าพี่เจ ไม่น่าโรคจิตเลย ไม่เอาเป็นแฟนดีกว่า....อะไรประมาณนี้)

 

ฮุๆ ยกตัวอย่างเฉยๆ ครับ อย่าคิดมาก




โดยคุณ ไอ้แห้ว [ 17 เม.ย. 2547 - 12:20:03 ]   คำตอบที่: 184 (7/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 184

ถึงผมจะโรคจิตหรือไม่โรคจิต น้อง ป. เขา ก็ไม่สนใจผมอยู่แล้ว



โดยคุณ นายยะ [ 17 เม.ย. 2547 - 14:44:39 ]   คำตอบที่: 185 (8/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 185

ผู้หญิงดีๆ ที่คู่ควรกับเจ ยังมีอีกเยอะเพียงแต่นายเจยังไม่เจอนั้นเอง ทำดีเยอะ พระเจ้าอาจดลใจให้เจอกันเร็วๆ นี้ก็ได้นะ

 

เอาน่าๆ ยังมีเวลาอีก 1ปี พยายามเข้านะ




โดยคุณ หนุ่ม [ 17 เม.ย. 2547 - 21:59:22 ]   คำตอบที่: 186 (9/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 186

พี่ยะทำเพิ่มอีกคอลัมน์สิ  เป็นคอลัมน์ "dark corner" มุมมืด ไว้โพสต์รูปโดยเฉพาะ

ต้องใช้พาสเวิร์ดในการเข้าไปดู  แค่นี้ใครก็ว่าหรือจับไม่ได้อยู่แล้ว  (แต่ที่แน่ๆพื้นที่เต็มเร็ว ชัวร์)

 

อ้อ ระบบการเขียนของพี่มันยังเอ๋อๆอยู่นะ ลองเช็กดูอีกทีนะพี่




โดยคุณ มอส Mail to มอส [ 9 ต.ค. 2551 - 15:11:00 ]   คำตอบที่: 1242 (10/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 1242

ความคิด ดี นะ()

ดี ดี๋ ดี

ผมชอบ




โดยคุณ (ผู้ไร้นาม) [ 9 ต.ค. 2551 - 15:17:56 ]   คำตอบที่: 1243 (11/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 1243

 (รักครุเหลือเกิน)

รัก กก ก ก ก ก ก  ก ก  ก ก ก ก  กก ก  ก ก ก ก  ก ก ก  ก ก ก ก ก ก ก  ก

(ผู้ไร้นาม)




โดยคุณ เด็กอ่านงานวิจารณ์ [ 31 ธ.ค. 2553 - 14:00:35 ]   คำตอบที่: 2378 (12/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 2378

วิจารณ์ได้ดีมากเลยค่ะ




โดยคุณ wojia Mail to wojia [ 6 พ.ค. 2557 - 13:50:04 ]   คำตอบที่: 5195 (13/13)  แจ้งลบคำตอบที่ 5195

celine bags

michael kors outlet

tiffany jewelry

Dolce & Gabbana

ferragamooutletinc.net

spyder jackets

moncler jackets

spyder jackets

tory burch handbags

abercrombie & fitch

ray ban sunglasses outlet

mulberry handbags

beats by dr dre

timberland boots

kate spade

louis vuitton

canada goose

burberry handbags

oakley sunglasses

hogan shoes

versace sunglasses

mont blanc pens

guess outlet

cheap jordans

louis vuitton

timberland outlet

nike outlet

cheap jordans

kate spade handbags

canada goose

coach outlet

christian louboitin

supra shoes

tory burch

dior outlet

barbour

spyder-inc.net

burberry outlet

air jordans

michael kors

toms shoes

michael kors

spura shoes

ferragamooutletinc.com

moncler jackets

true religion jeans

spura shoes

michael kors outlet

nike shoes

fendi shoes

canada goose

coach factory

tory burch

beats by dr dre

louis vuitton outlet

michael kors outlet

cheap jordans

michael kors

juicy couture

tiffany and co

cheap nike shoes

michael kors outlet

christian louboitin

louis vuitton outlet

cheap jordans

moncler jackets

ugg boots

michael kors outlet

the north face outlet

coach outlet

barbour

abercrombie & fitch

true religion jeans

timberland outlet

coach outlet store online

cheap oakley sunglasses

coach purses

michael kors handbags

hermes belts

ferragamo-outlet.org

michael kors outlet

coach outlet store online

dolce & gabbana handbags

gucci outlet

tory burch

gucci shoes

christian louboitin

dior outlet

michael kors outlet

abercrombie & fitch

louis vuitton handbags

bottega veneta outlet

ferragamos.net

tiffany and co

juicy couture

oakley sunglasses outlet

dolce & gabbana handbags

moncler jackets

juicy couture

ran ban outlet

dior handbags

kate spade handbags

toms outlet

michael kors outlet

tiffany and co

p90x workout

insanity workout

spura shoes

spyder jackets

belstaff-inc.net

miu miu shoes

michael kors outlet

oakley sunglasses

fitflop shoes

cheap oakleys

cheap jordans shoes

michael kors watches

michael kors factory outlet

juicy couture

louis vuitton outlet

nike free run

spyder-inc.com

abercrombie & fitch

true religion outlet

coach outlet store

louis vuitton

givenchy handbags

ferragamos.org

barbour

tory burch

coach outlet

dior handbags

timberland shoes

abercrombie & fitch

ugg boots

louis vuitton outlet

barbour

dolce & gabbana handbags

nike shoes

ray ban eyeglasses

alexander wang handbags

cheap nfl jersyes

prada shoes

cheap jerseys

christian louboutin

hollister clothing

michael kors handbags

true religion

marc jacobs

marc jacobs

belstaff-jackets.net

michael kors

louis vuitton

cheap jordans

cheap hollister clothing

kate spade outlet

michael kors outlet

ghd hair straighteners

nike outlet

spura shoes

belstaff jackets

nike outlet

spura shoes

chanel bags

belstaff

coach outlet

ralph lauren

louboutin

ferragamo shoes

canada goose

gucci shoes

canada goose outlet

canada goose

air jordans

nike outlet

true religion jeans

nike free 5.0

tory burch

beats by dr dre

michael kors bags

kate spade outlet

tory burch handbags

belstaff

spyder jackets

celine handbags

barbour

michael kors

ugg boots

tory burch outlet online

dolce & gabbana handbags

barbour

kate spade outlet

tiffany and co

turbo fire workout

nike free

fitflop shoes

jimmy choo

gucci handbags

dior handbags

jordan 9

beats by dr dre

moncler jackets

nike free shoes

beats by dr dre

timberland shoes

cheap jordans

cheap jerseys

christian louboitin

ray ban eyeglasses

christian louboitin

toms shoes

coach factory outlet

moncler jackets

belstaff-inc.com

chi flat iron

juicy couture

beats by dr dre

hermes birkin bag

abercrombie & fitch

tiffany and co

tiffany and co

michael kors

coach outlet

louis vuitton outlet

fitflops

timberland outlet

louis vuitton

dolce & gabbana handbags

juicy couture

tory burch

tory burch shoes

hermes bags

coach outlet

dior handbags

coach factory outlet




คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ



ความคิดเห็น
 
คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ
โดย
Email  (ไม่ใส่ให้เว้นไว้)
รหัสยืนยัน  7114  <-- ใส่รหัสยืนยันให้ตรงกันด้วยครับ)




  
แนะนำกระทู้ที่น่าสนใจ
 00816 - คำอวยพรปีใหม่ของชาติต่างๆ ( 35 | 25825 | 0 )
 00570 - กลอนไหว้ครู ( 56 | 11406 | 0 )
 00183 - วิธี set proxy (เอาไว้เข้าเว้บที่โดนบล็อก) ( 8 | 10800 | 0 )
 00696 - รวมดาราหนังเอ็กซ์ (ญี่ปุ่น) ( 25 | 9612 | 0 )
มีต่อนะครับ



  © 2003 - 2010 by