The Recommended : แนะนำบทความที่น่าสนใจ
 ''ภาวะโลกร้อน'' ความจริงช็อกโลก  สัญญาณโลกร้อน : ธารน้ำแข็งแห่งอาร์เจนตินาหลอมละลาย  เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว อะไรจะเกิดขึ้น !?  น้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย : สัญญาณอันตรายของมนุษยชาติ

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

น้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลาย : มหาภัยโลกร้อน ?

มติชน


ธารน้ำแข็งปีเตอร์มานน์ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์
การศึกษาการละลายของน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) ของนักวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมาพบว่าน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้น อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปริมาณน้ำแข็งที่ละลายซึ่งไหลลงสู่มหาสมุทรจะไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกในทศวรรษหน้าสูงขึ้นมากนัก

ทว่าการศึกษาล่าสุดโดยการใช้ดาวเทียมเกรซ (NASA/German Aerospace Center"s Gravity Recovery and Climate Experiment - Grace) ดาวเทียมแฝดซึ่งส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2002 กลับพบว่าน้ำแข็งกรีนแลนด์กำลังละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษาไว้


ดาวเทียมเกรซเป็นดาวเทียมที่วัดและทำแผนที่สนามแรงโน้มถ่วงของโลกและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสนามแรงโน้มถ่วงซึ่งเกิดจากกระแสน้ำในมหาสมุทรและน้ำใต้พื้นพิภพ นอกจากนั้นยังศึกษาการแลกเปลี่ยนกันระหว่างน้ำแข็งหรือธารน้ำแข็งกับน้ำในมหาสมุทร และการเปลี่ยนแปลงของมวลใต้พื้นพิภพอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์โครงการเกรซบอกว่าดาวเทียมเกรซจะทำให้เกิดการพัฒนาความรู้เรื่องสนามแรงโน้มถ่วงของโลกที่มีอยู่มากกว่า 100 เท่า และจะปฏิวัติความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกของเราอีกด้วย



ดาวเทียมเกรซ
ดาวเทียมเกรซพบว่า ในระหว่างปี 2002-2006 เกาะกรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งไปในปริมาณ 150-250 ลูกบาศก์กิโลเมตร (36-60 ลูกบาศก์ไมล์) ต่อปี (1 ลูกบาศก์กิโลเมตรเท่ากับน้ำ 264 พันล้านแกลลอน) ซึ่งมากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น 0.5 มิลิเมตร หรือ 0.019 นิ้วต่อปี

ก่อนหน้านี้ไม่นานนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโคโลราโดเผยผลการศึกษาในวารสาร scientific journal Nature ว่า นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมาระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3 มิลลิเมตร หรือ 0.1 นิ้วต่อปี

นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงเชื่อว่า การละลายของน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ที่เร็วขึ้นนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลย



เกาะกรีนแลนด์
เกาะกรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,175,9009 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่คิดเป็น 10% ของน้ำแข็งบนโลก มากเป็นลำดับสองรองจากน้ำแข็งบนทวีปแอนตาร์กติกา ถ้าน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลายหมดจะทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น 7 เมตร หรือ 23 ฟุต และถ้าน้ำแข็งบนทวีปแอนตาร์กติกาละลายหมดไปจะทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น 70 เมตร

ไมเคิล วัตกินส์ นักวิทยาศาสตร์โครงการเกรซที่ห้องทดลองจรวดขับดันของนาซา (NASA"s Jet Propulsion Laboratory - JPL) อธิบายถึงความสำคัญของการใช้ดาวเทียมเกรซในการศึกษาน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ว่า ก่อนหน้าการศึกษาโดยดาวเทียมเกรซ นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาโดยใช้เรดาร์ร่วมกับเครื่องอัลติมิเตอร์อยู่นานหลายปี

แต่ดาวเทียมเกรซสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของแผ่นน้ำแข็งได้โดยตรงและสามารถศึกษาได้ครอบคลุมทั่วทั้งเกาะกรีนแลนด์ในทุกๆ เดือนอีกด้วย

"เราสามารถหาตำแหน่งที่น้ำแข็งละลายมากที่สุดได้ แต่เราไม่สามารถจะเห็นธารน้ำแข็งแต่ละแห่งได้" วัตกินส์บอก

อย่างไรก็ตาม ภาพที่มีความละเอียดสูงของดาวเทียมเกรซกำลังได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ผลการปรับปรุงนี้ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ ดาวเทียมเกรซพบน้ำแข็งขนาดมหึมากำลังละลายอยู่ที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะกรีนแลนด์ ขณะที่บริเวณอื่นๆ อย่างเช่นบริเวณชายฝั่งตะวันตกก็มีน้ำแข็งละลายเช่นกัน

นอกจากการใช้ดาวเทียมเกรซทำการศึกษาการละลายของน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังใช้ดาวเทียมเกรซศึกษาการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำแข็งซึ่งเกิดจากการสะสมของหิมะเพื่อดูว่าการละลายของน้ำแข็งจะมากกว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำแข็งหรือไม่ด้วย




ภาพจากดาวเทียมเกรซ บริเวณสีม่วงและน้ำเงินเป็นบริเวณที่น้ำแข็งละลายมากที่สุด
การศึกษาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์นาซาจากศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด (NASA"s Goddard Space Flight Center)
พบว่าปริมาณน้ำแข็งที่ละลายมีมากกว่าปริมาณน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นโดยในระหว่างปี 2003-2005 บริเวณด้านในของเกาะกรีนแลนด์มีหิมะเพิ่มขึ้นในมวลของน้ำแข็งเท่ากับ 60 ลูกบาศก์กิโลเมตรในแต่ละปี ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันบริเวณที่ลุ่มชายฝั่งสูญเสียน้ำแข็งไปเท่ากับ 172 ลูกบาศก์กิโลเมตรในแต่ละปี เกือบสามเท่าของปริมาณน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้น

กรีนแลนด์เป็นหนึ่งในพื้นที่บริเวณขั้วโลกที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมาก มันมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศบอกว่าเกาะกรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาเป็นดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลก



ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบริเวณขั้วโลกอย่างมากเพราะมันจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมและเศรษฐกิจของโลก และการศึกษาจะช่วยให้เรามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ความเข้าใจในบทบาทของน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาที่มีต่อระดับน้ำทะเล

ด้วยความสำคัญดังกล่าว ปีขั้วโลกสากลปีนี้ (1 มีนาคม 2007-1 มีนาคม 2009) จึงเป็นปีแห่งการวิจัยบริเวณขั้วโลกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด มีโครงการวิจัยขององค์กรและมหาวิทยาลัยๆ รวมทั้งนาซาด้วยมากกว่า 200 โครงการ และมีนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนจากประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วมทำการวิจัย




ภาพแสดงแนวเขตการละลายที่ขยายตัวกว้างมากขึ้น
อีริก ริกนอต นักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองจรวดขับดันกล่าวถึงปีขั้วโลกสากลว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกำลังเกิดขึ้นที่บริเวณขั้วโลก ดังนั้นจึงไม่มีเวลาใดที่จะดีไปกว่าปีขั้วโลกสากลปีนี้อีกแล้ว

สำหรับอิสซาเบลลา เวลิคอกนา นักวิทยาศาสตร์ของห้องทดลองจรวดขับดันอีกคนหนึ่งแล้ว เธอคิดว่า ปีขั้วโลกสากลได้ให้โอกาสอย่างมากสำหรับความร่วมมือกันของนักวิทยาศาสตร์และเป็นการระดมทรัพยากรและพลังงานเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

"แผ่นน้ำแข็งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้มาก" เธอบอก


นักวิทยาศาสตร์ของห้องทดลองจรวดขับดันจะศึกษาความหนาของแผ่นน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์และพาตาโกเนียโดยใช้เรดาร์ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูผาน้ำแข็งชายฝั่งโดยการสำรวจภาคพื้นดินและใช้เรดาร์จากดาวเทียม

ริกนอตบอกว่า ความพยายามหลายๆ อย่างเหล่านี้จะเป็นการพัฒนาความรู้ที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็ง และผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

"มันจะช่วยให้เรายกระดับความสามารถในการหาผลกระทบของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาต่อระดับน้ำทะเลของโลกในอนาคตว่ามีมากน้อยเพียงใด" เขากล่าว

 

 



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
โหวตให้คะแนนกระทู้ที่5630     [ ตอบ: 50 ]  [ อ่าน: 6691 ]  [ โหวต: 6 ]  [ Fwd: 1 ]   แจ้งลบกระทู้ที่ 5630  เก็บกระทู้ที่ 5630 ไว้ใน Favorite  แนะนำกระทู้ที่ 5630 ให้เพื่อนของคุณ พิมพ์กระทู้ที่ 5630
  
โดยคุณ นายยะ Mail to นายยะ  [ 4 มิ.ย. 2550 - 11:32:30 ]




Error4