The Recommended : แนะนำบทความที่น่าสนใจ
 ขายตัว-ติดยา-ติดเอดส์ ''ทุกข์'' เด็กไทย ''เสพติดบริโภคนิยม''  "เอลมา ฟาร์นสเวิร์ธ" ผู้หญิงคนแรกบนจอโทรทัศน์  รักยิ่งใหญ่จากหัวใจดวงน้อยของ "หนีตงเยี่ยน"  "ชุลมุนหน้าหลุมฝังศพ" !?

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

เปิดแฟ้มชีวิต "ขุนพันธรักษ์ราชเดช " มือปราบจอมขมังเวทย์

มติชน

ชื่อของ"พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช" หรือ "ขุนพันธ์ ดาบแดง" อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดังที่สุดคนหนึ่งในรอบศตวรรษของวงการสีกากี ที่ถือว่าโด่งดังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

มาทุกวันนี้ชื่อของขุนพันธ์ ยิ่งโด่งดังมากขึ้นไปทั่วประเทศอันเนื่องมาจากการเป็นคนแรกในการร่วมสร้าง"จตุคามรามเทพ" รุ่นที่ 1 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลที่โด่งดังและได้รับความนิยมมากที่สุดเวลานี้ ในงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช มีลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั้งในพื้นที่และจากทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมงานกว่า 2 แสนคน ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และโด่งดัง ของอดีตนายตำรวจเจ้าของฉายา"มือปราบจอมขมังเวทย์" อย่างมาก

พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เสียชีวิตเมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2549 สิริอายุ 108 ปี แต่กระนั้นก็ไม่มีใครลืมเลือนผลงานอันเอกอุตั้งแต่สมัยรับราชการตำรวจ การเป็นนักการเมือง และที่จะได้รับการจารึกเอาไว้อย่างยาวนานก็คือ เป็นผู้เปิดตำนานวัตถุมงคลนาม"จตุคามรามเทพ"



พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช หรือ"ขุนพันธ์" อดีตผู้การตำรวจภูธร 8 และอดีตส.ส.นครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นบุคคลระดับตำนานแห่งวงการสีกากีแม้จะเกษียณอายุไปนานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม มีนามเดิม "บุตร์ พันธรักษ์" เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2442 ที่หมู่บ้านอ้ายเขียว ต.ดอนตะโก อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายอ้วน-นางทองจันทร์ พันธรักษ์

เริ่มเรียนหนังสือที่วัดอ้ายเขียว โดยมีอาจารย์ปานและอาจารย์นาม 2 เจ้าอาวาสคอยประสิทธิ์ประสาทวิชา ส่วนอาจารย์ฝ่ายฆราวาสคือนายหีด หรือหลวงหีด

เพราะความเป็นเด็กหัวไวและฉลาดเกินเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ประกอบกับได้รับการสั่งสอนมาก่อนหน้านี้จากอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน หลังจากเข้าเรียนชั้นป.1 ได้เพียง 3 วัน ด.ช.บุตร์ พันธรักษ์ จึงได้รับการเลื่อนชั้นไปเรียนป.3 ทันที หลังจบชั้นป.4 ก็เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯเมื่อปี 2459 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และวัดราชาธิวาส ระหว่างนี้ก็ศึกษาวิชาหมัดมวย และการต่อสู้หลายรูปแบบ จากบรมครูหลายท่าน


พ.ศ.2468 เข้าศึกษาต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จ.นครปฐม และได้รับคัดเลือกให้เป็นครูมวยไทยสอนเพื่อนๆ ด้วย เนื่องจากร่ำเรียนและมีทักษะด้านนี้ เพราะฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ประจำจ.สงขลา เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี เมื่อพ.ศ.2472


จากนั้นย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นชุมโจรใหญ่ของภาคใต้ ที่นี่ต้องเผชิญหน้ากับ "เสือสังข์" ขุนโจรชื่อดังซึ่งแหกคุกออกมาจากเมืองตรัง เข้ามาหลบในพื้นที่พัทลุง ว่าที่ร.ต.ต.บุตร์ ร่วมกับลูกน้องอีก 2 คน ตามล่าเสือสังข์นานหลายเดือน กระทั่งเจอตัวและต่อสู้กัน เสือสังข์ต้องสิ้นลายด้วยยอดมวยไทยของนายตำรวจหนุ่ม

ร่ำลือกันว่าที่ขุนพันธ์ต้องใช้มวยไทยจัดการเนื่องจากเสือสังข์ มีวิชาคงกระพันชาตรี คมกระสุนทำอะไรไม่ได้!??


จากเสือสังข์ก็มีอีกหลายเสือที่โดนปราบ และเพียงปีเดียว จ.พัทลุง กลายเป็นดินแดนต้องห้ามของขุนโจรและสารพัดเสือทั้งหลาย ร.ต.ต.บุตร์ ได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนยศเป็น" ร.ต.ท." และเหนือสิ่งอื่นใดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น"ขุนพันธรักษ์ราชเดช" วนเวียนรับราชการอยู่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างผลงานไว้มากมาย

พ.ศ.2481 ชื่อของขุนพันธรักษ์ราชเดช โด่งดังไปทั้งประเทศ เมื่อสามารถจับกุม"อะแวสะดอ ตาและ"เจ้าพ่อแห่งเขาบูโด จ.นราธิวาส หัวหน้าขบวนการโจรก่อการร้ายภาคใต้ อะแวสะดอ ตาและ ลงมือปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธ โดยจะใช้กริชปาดคอเหยื่อทุกรายไป


ขุนพันธ์ได้รับคำสั่งให้มาปราบมหาโจรโหดรายนี้โดยเฉพาะ และไม่ต่างจากเสือผู้มีอาคมอื่นๆ มีเรื่องเล่าว่าคมกระสุนทำอะไรไม่ได้ ขุนพันธ์จึงใช้สนับมือจัดการจับเข้าคุกได้สำเร็จ อะแวสะดอ ตาและ ตัดสินใจดื่มยาพิษฆ่าตัวตายหลังถูกตัดสินประหารชีวิต!!!

ขุนพันธ์ได้เลื่อนยศเป็น"ร.ต.อ." และยังได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า"รายอกะจิ"หรือราชาน้อย หรือราชาองค์น้อย หรือผู้ยิ่งใหญ่ร่างเล็ก


เรื่องของเรื่องเพราะขุนพันธ์มีรูปร่างเล็กกว่าคนไทยทั่วไปในสมัยนั้น แต่ทำงานอย่างดุดันและเอาจริงเอาจังนั่นเอง นอกจากฉายา "รายอกะจิ" แล้วขุนพันธ์ยังมีอีกหลายฉายา ซึ่งมาจากบุคลิกและผลงานที่สร้างสมเอาไว้ เช่น "นายพลหนวดเขี้ยว" "ขุนพันธ์ดาบแดง" "นายพลหนังเหนียว" "นายพลผู้ปราบเสือมือเปล่า"

ขุนพันธ์ไม่เพียงแต่เป็นนายตำรวจมือปราบชื่อดังเท่านั้น แต่ในทางไสยเวทก็ไม่เป็นรองผู้ใด เนื่องจากศึกษาและฝากตัวเป็นศิษย์พระเกจิที่โด่งดังในเรื่องไสยศาสตร์หลายท่านด้วยกัน


ตามบันทึกพบว่า ขุนพันธ์มีอาจารย์ 3 ท่าน คือ อาจารย์ทองเฒ่า เจ้าสำนักวิทยาไสยศาสตร์เขาอ้อวัดดอนศาลา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ตักกศิลาแห่งไสยศาสตร์" จากนั้นก็ศึกษาต่อกับพระอาจารย์เอียด ปทุมสโร หรือท่านพระครูสิทธิยาภิรัต ศิษย์วิทยาคมสายเขาอ้อ และสุดท้าย เป็นเพื่อนร่วมเรียนมาด้วยกัน คือ พระอาจารย์นำ ชินวโร (แก้วจันทร์) แต่ยังมีอาจารย์อีกหลายท่านที่ขุนพันธ์ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ด้วยเช่นกัน



กาลต่อมาชุมโจรหรือเสือต่างๆ ในภาคกลางอาละวาดหนักข้อขึ้น อาทิ เสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือดำ เสือไหว ฯลฯ กรมตำรวจจึงตั้งกองปราบปรามพิเศษ โดยขุนพันธ์ได้รับเลือกมาเป็นรองผอ. ช่วงนี้เองเป็นที่มาของฉายา"ขุนพันธ์ ดาบแดง" เนื่องจากเสือในยุคนั้นมีอาคมแก่กล้า ขุนพันธ์จึงเปลี่ยนจากอาวุธปืนมาเป็นมีดดาบลงอักขระใส่ในถุงผ้าสีแดง

กองปราบปรามพิเศษใช้เวลา 3 ปี ปราบจนชุมโจรภาคกลางจนราบคาบ!!!

ขุนพันธ์ เป็นนายตำรวจมือปราบที่ถูกโยกย้ายมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น เพราะไม่ว่าจังหวัดไหนที่มีปัญหาเรื่องชุมโจร กรมตำรวจจะส่งมือปราบร่างเล็กไว้หนวดผู้นี้ไปจัดการ และขุนพันธ์ไม่เคยทำให้ผู้บังคับบัญชาผิดหวัง


จนต่อมาเมื่อภาคใต้ที่ไร้ขุนพันธ์อยู่พักใหญ่ ทำให้มีมหาโจรและเสือต่างๆ คืนชีพขึ้นมาอีก จนประชาชนต้องทำหนังสือร้องขอให้กรมตำรวจส่งขุนพันธ์กลับมาจัดการ

หลังมาประจำที่ภาคใต้ก็ไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย โดยครองยศสูงสุดคือ"พล.ต.ต." ตำแหน่งผบก.ภูธร 8 กระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อพ.ศ.2505 แต่ประชาชนไม่อยากเสียอดีตนายตำรวจชื่อดัง ที่ยังมีคุณประโยชน์ จึงขอให้ช่วยชาติด้วยการเล่นการเมือง

ขุนพันธ์ลงสมัครส.ส.ที่บ้านเกิดจ.นครศรีธรรมราช ได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2515 ก็วางมืออย่างเด็ดขาด หันมาเขียนหนังสือ และเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากมีชื่อเสียงด้านวิชาอาคม จึงเข้าไปมีส่วนในการจัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ มากมาย



ส่วนที่มาของการจัดสร้าง"จตุคามรามเทพ"รุ่นแรก เกิดขึ้นเมื่อปี 2530 เมื่อครั้งพล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ลงมาคุมพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช ที่เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย มีการเข้าทรงเทพชั้นสูงซึ่งระบุว่าปัญหาที่ไม่หมด เนื่องจากมีการสาปแช่งเมืองนครศรีธรรมราชเอาไว้ในอดีตกาล ต้องทำพิธีสร้างหลักเมืองเพื่อแก้เคล็ด

ระหว่างนั้นร่างทรงวาดภาพเทพองค์หนึ่ง และให้ไปถาม"อ้ายหนวด"ว่าเทพในภาพคือใคร!??

"อ้ายหนวด"ในที่นี้คือขุนพันธ์นั่นเอง

ส่วนภาพเทพที่วาดออกมานั้นคือ"จตุคามรามเทพ"หรือเรียกอีกชื่อว่า"จันทรภาณุ" อดีตกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างจตุคามรามเทพรุ่นที่ 1

ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีส่วนร่วมในการจัดสร้างจตุคามรามเทพอีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ รุ่นพุทธาคมขุนพันธ์เขาอ้อ ปี พ.ศ.2544, รุ่นพุทธาคมเขาอ้อ ปี พ.ศ.2545, รุ่นบูรณะเจดีย์ราย ปี พ.ศ.2545 ส่วนวัตถุมงคลอื่นๆ ก็เช่นพระปิดตาพังพกาฬ วัดมะม่วงขาว ปี พ.ศ.2546

นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลอื่นๆ ที่ทายาทขุนพันธ์จัดสร้าง เช่น รุ่นบูรณะศาลหลักเมือง ปี พ.ศ.2547, รุ่นพุทธามหาเวท วัดศาลาไพ ปี พ.ศ.2548, รุ่นแซยิด 108 ปี พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ฯลฯ และยังมีอีกมากมายที่มาขอชื่อขุนพันธ์เพื่อร่วมจัดสร้าง เนื่องจากวัตถุมงคลที่ขุนพันธ์เข้าไปร่วมไม่ว่าทางใดทางหนึ่งจะได้รับความนิยมอย่างสูง

แต่ไม่มีวัตถุมงคลใดจะโด่งดังและได้รับความนิยมเท่า"จตุคามรามเทพ" ทั้ง"จตุคามรามเทพ"และ"ขุนพันธรักษ์ราชเดช" จักได้รับการกล่าวขานควบคู่กันไปตลอดกาลนาน!!!

 



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
โหวตให้คะแนนกระทู้ที่5230     [ ตอบ: 38 ]  [ อ่าน: 4410 ]  [ โหวต: 1 ]  [ Fwd: 1 ]   แจ้งลบกระทู้ที่ 5230  เก็บกระทู้ที่ 5230 ไว้ใน Favorite  แนะนำกระทู้ที่ 5230 ให้เพื่อนของคุณ พิมพ์กระทู้ที่ 5230
  
โดยคุณ นายยะ Mail to นายยะ  [ 26 ก.พ. 2550 - 07:37:07 ]




Error4