The Recommended : แนะนำบทความที่น่าสนใจ
 ขายตัว-ติดยา-ติดเอดส์ ''ทุกข์'' เด็กไทย ''เสพติดบริโภคนิยม''  "เอลมา ฟาร์นสเวิร์ธ" ผู้หญิงคนแรกบนจอโทรทัศน์  รักยิ่งใหญ่จากหัวใจดวงน้อยของ "หนีตงเยี่ยน"  "ชุลมุนหน้าหลุมฝังศพ" !?

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

ข้อเสียของการเดินสองเท้า !?

ktt


เท้าและนิ้วของชิมแปนซีทำได้สารพัดรวมทั้งชูรองเท้าที่สวยงามแต่ไม่เหมาะกับการสวมใส่ เพราะเหตุใดบรรพบุรุษผู้เดินสองเท้าของเราจึงยอมสละเท้าสารพัดประโยชน์นี้เพื่อมีเท้าที่ทำอะไรได้น้อยซ้ำยังเสี่ยงต่อโรคภัยอีกด้วย
สำหรับมนุษย์ การเดินสองเท้าเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์และพิสดารที่สุด ในบรรดาไพรเมตกว่า 250 ชนิดพันธุ์ มีเราเท่านั้นที่เดินสองขาไปยังที่ต่างๆ และนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เชื่อว่า การเดินสองเท้าเป็นลักษณะสำคัญที่แสดงความเป็นมนุษย์ ถึงแม้จะมีคนแย้งว่าน่าจะเป็นสมองขนาดใหญ่ของเรามากกว่า แต่สมองมนุษย์เพิ่งขยายขนาดอย่างรวดเร็วในช่วงไม่ถึงสองล้านปีก่อนนี้เอง

ขณะที่มนุษย์ยืดตัวตรงและเริ่มใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ได้หลายล้านปีก่อนหน้านั้นแล้ว การเดินสองขาจึงถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำร่องการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ทว่าความคล่องแคล่วและพลังสมอง ซึ่งได้มานับแต่ครั้งที่บรรพบุรุษของเราเริ่มยืนสองเท้า ใช่จะได้มาเปล่าๆ โดยปราศจากการแลกเปลี่ยนทางวิวัฒนาการ เราต้องยอมเจ็บปวดทรมาน ซึ่งทำให้การเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย



ร่างกายที่ผิดแผกทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตพิสดาร เป็นสัตว์สองเท้าไร้หางที่มีกระดูกสันหลังคดเคี้ยว แขนขายาว อุ้งเท้าโค้ง มือที่คล่องแคล่ว และสมองมหึมา อวัยวะของเราผ่านกระบวนการคัดสรรอันยาวนานของธรรมชาติซึ่งมีทั้งผลดีและเสีย การยืนสองเท้าที่ทำให้เรายืน เดิน และวิ่งได้อย่างสง่างาม ต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บของเท้าและเข่า


ส่วนความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์ในการบิดและงอกระดูกสันหลัง ก็ทำให้เราต้องผจญกับการปวดหลัง และที่น่าสะพรึงกลัวกว่าสิ่งอื่นๆ คือ มนุษย์สามารถให้กำเนิดทารกที่มีสมองใหญ่ แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและความเสี่ยงอันใหญ่หลวงสำหรับทั้งลูกและแม่ ซึ่งทำให้การคลอดบุตรเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของหญิงวัยเจริญพันธุ์เมื่อศตวรรษที่แล้ว


นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำไมมนุษย์จึงมีรูปแบบร่างกายอย่างที่เป็นอยู่ และวิทยาการใหม่ๆ ของศาสตร์สาขาต่างๆ ในปัจจุบันทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า ข้อบกพร่องสารพัดของการ ''ออกแบบ'' ร่างกายมนุษย์มีสาเหตุร่วมกันจากการประนีประนอมทางวิวัฒนาการ ซึ่งเกิดเมื่อครั้งที่บรรพบุรุษของเราเริ่มยืดตัวตรง อันเป็นก้าวแรกบนเส้นทางอันยาวไกลของการเป็นมนุษย์


 


ช่องทางที่ตีบแคบ

เริ่มจากกระบวนการแรกที่มนุษย์เริ่มลืมตาออกมาดูโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะทารกที่มีสมองใหญ่จะต้องเคลื่อนผ่านช่องทางคลอดที่มีขนาดเล็กกว่า และมีส่วนยื่นของกระดูกเชิงกรานส่วนก้น รวมทั้งกระดูกก้นกบซึ่งเป็นส่วนปลายสุดของกระดูกสันหลังที่ยื่นเข้าไปในเชิงกรานส่วนล่างด้วย ทารกจะต้องกลับหลังหันไปด้านหลัง และต้องอาศัยแรงดันอย่างแรง กว่ากะโหลกจะเคลื่อนออกจากช่องทางคลอดได้ในที่สุด


นอกจากกะโหลกศีรษะที่ใหญ่แล้ว ทารกยังมีหัวไหล่ที่กว้างและแข็งซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่ได้มาจากบรรพบุรุษรูปร่างคล้ายเอป โดยเมื่อประมาณ 20 ล้านปีก่อน กระดูกไหปลาร้าได้วิวัฒนาการจนมีขนาดกว้างขึ้นเพื่อการห้อยโหนและเก็บผลไม้ ทารกจึงต้องหมุนไหล่สองครั้งเพื่อเคลื่อนตัวตามศีรษะออกจากช่องทางคลอด และอันตรายข้อหนึ่งที่อาจเกิดจากการติดขัดในบางครั้ง ก็คืออาการบาดเจ็บของเส้นประสาทไขสันหลังส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมแขน


ช่องทางคลอดที่ซับซ้อนนี้ชี้ให้เห็นการประนีประนอมทางวิวัฒนาการได้อย่างดี รูปแบบเชิงกรานเป็นผลจากการแลกเปลี่ยนระหว่างความต้องการมีโครงสร้างกระดูกที่เอื้อต่อการเดินสองเท้า และโครงสร้างกระดูกที่เอื้อต่อการคลอดทารกที่มีสมองใหญ่และไหล่กว้าง สาเหตุที่วิวัฒนาการทางโครงสร้างร่างกายของเรามีรูปแบบที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก เป็นเพราะเราเสกสรรโครงสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้ สิ่งที่เราพอทำได้คือปรับเปลี่ยนจากรูปแบบที่มีอยู่เดิมเท่านั้น

 


รูปแบบที่มีอยู่เดิม

บรรพบุรุษมนุษย์ในอดีตล้วนมีกระดูกเพื่อรองรับน้ำหนักทั้งสี่ขา เมื่อ 20 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษเอปอาจวิวัฒนาการจากไพรเมตขนาดเล็กที่เดินสี่ขา อีกหลายล้านปีถัดมา เอปบางชนิดก็มีขนาดใหญ่ขึ้นและเริ่มใช้แขนจับกิ่งไม้หรือเด็ดผลไม้ จนเมื่อหกถึงเจ็ดล้านปีที่แล้ว บรรพบุรุษมนุษย์จึงเริ่มยืดตัวขึ้นและใช้ขาหลังในการเคลื่อนที่ และเมื่อราวสามล้านปีก่อน บรรพบุรุษของเราก็ปรับตัวจนเดินสองขาได้


การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคศาสตร์ และการยืนตัวตรงก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคศาสตร์ต่างๆ มากมาย โครงสร้างร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กระดูกคอลงไป โดยกะโหลกและกระดูกสันหลังจะเรียงตัวใหม่ให้ศีรษะและลำตัวเป็นแนวดิ่งตามแนวสะโพกและเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักตัวและดูดซับแรงของการเคลื่อนไหวขณะตัวตั้งตรง ข้อต่อแขนขาและกระดูกสันหลังมีขนาดใหญ่ขึ้น และเท้าจะเปลี่ยนแปลงโดยเกิดส่วนโค้ง

ขณะที่เชิงกรานเปลี่ยนรูปร่างจากไม้พายผอมยาวแบบเอปเป็นรูปอานม้าที่กว้างและแบน ช่วยถ่ายน้ำหนักตัวลงไปที่ขาและเป็นที่รวมของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่หลายมัด ทำให้ร่างกายมั่นคงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินตัวตรง แต่ก็ส่งผลให้ช่องทางคลอดแคบลงอย่างมาก


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายที่เห็นได้ชัดจากการศึกษาฟอสซิลเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ กินเวลาเนิ่นนานหลายชั่วรุ่น เป็นขั้นตอนเล็กๆ ที่เป็นผลจากการคัดสรรตามธรรมชาติ

 



การเดินสองเท้า

นักวิทยาศาสตร์ใช้ผลการศึกษาด้านชีวกลศาสตร์ศึกษาว่า มนุษย์ใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายในการเดินหรือวิ่งอันเป็นการเคลื่อนไหวปกติอย่างไร ข้อมูลที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนที่โดยตัวตั้งตรงมีการทรงตัว การประสานงาน และประสิทธิภาพน่าทึ่งแค่ไหน เวลาเดิน ร่างกายของเราก็เหมือนลูกตุ้มกลับหัวซึ่งมีขาเป็นจุดหมุน ขณะที่ร่างกายเหวี่ยงไปมาในลักษณะโค้ง พลังงานศักย์ที่เกิดจากการยกเท้าจึงใกล้เคียงกับพลังงานจลน์ที่เกิดขณะวางเท้าลง ช่วยให้ร่างกายสะสมและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ในแต่ละก้าว ลดภาระการทำงานได้ถึงร้อยละ 65


ในการวิ่ง ร่างกายจะเปลี่ยนจากลูกตุ้มกลับหัวเป็นไม้กระดก โดยใช้เส้นเอ็นขาต่างสปริงที่ยืดหยุ่น ผลการศึกษาชี้ว่า การวิ่งของบรรพบุรุษเมื่อสองล้านปีก่อนส่งผลให้เกิดวิวัฒนาการพิเศษอีกหลายอย่าง อาทิ การมีเส้นเอ็นที่ขาเพิ่มขึ้น ผิวที่มีขนเบาบางและมีต่อมเหงื่อมากมายเพื่อระบายความร้อน และการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดของร่างกายที่ห่อหุ้มบั้นท้าย และช่วยให้เราทรงตัวได้อย่างมั่นคงโดยไม่ล้มหัวทิ่มไปข้างหน้า


เราใช้ชิมแปนซีในการศึกษาเปรียบเทียบ เพราะหากมองในเชิงวิวัฒนาการ ชิมแปนซีเป็นญาติสนิทที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ กระดูกเกือบทุกชิ้นของชิมแปนซีมีความเกี่ยวเนื่องกับกระดูกมนุษย์ ลักษณะเด่นๆ ของโครงกระดูกชิมแปนซีนั้นเกี่ยวโยงกับรูปแบบการเดินตัวตรงของมนุษย์


การเดินสองขาซึ่งเป็นพฤติกรรมชั่วคราวของชิมแปนซี เป็นวิถีชีวิตที่มีประโยชน์นานัปการของมนุษย์ โดยเฉพาะการมีมือที่อิสระ แขนของมนุษย์ก็คือขาหน้าของบรรพบุรุษยุคแรกสุด แต่เมื่อบรรพบุรุษเอปของเราลงจากต้นไม้และยืดตัวขึ้น นิ้วมือของพวกเขาก็ลดความโค้งและความยาวลง ทำให้ปลายนิ้วสัมผัสกันได้ง่ายเพื่อการหยิบจับอันแม่นยำ แต่การเรียงตัวของข้อมือที่มีลักษณะเฉพาะและการเดินตัวตรงก็มาพร้อมกับโรคภัยที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เท่านั้น

 

หลังอันเป็นจุดอ่อน

การปวดหลังเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่พบมากที่สุด การที่คนส่วนใหญ่เคยปวดหลังในช่วงหนึ่งของชีวิตทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมกระดูกสันหลังเราจึงมีรูปร่างอย่างที่เป็น


เมื่อมนุษย์ยืดตัวตรง กระดูกสันหลังที่ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เหมือนสะพานโค้งก็เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นเสารับน้ำหนัก เพื่อพยุงศีรษะและกระจายน้ำหนักไปยังข้อสะโพกและขาทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังจึงต้องวิวัฒนาการจนเป็นรูปโค้งคล้ายตัวเอส โดยหลังส่วนล่างจะแอ่นโค้งไปด้านหน้า ขณะที่หลังส่วนบนโค้งไปด้านหลัง

สังเกตดูสิว่ามนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวบนโลกที่สามารถแอ่นหลังได้ ความโค้งของหลังส่วนล่างเกิดจากลักษณะของกระดูกสันหลังรูปลิ่ม ซึ่งมีส่วนหน้าหนากว่าส่วนหลังและเชื่อมต่อกันโดยข้อต่อแนวตั้งที่ป้องกันการเคลื่อนหลุด การยกของหนักหรือการแอ่นหลังอาจทำให้กระดูกสันหลังข้อล่างสุดเคลื่อนหรือกระแทกเข้าหากัน เมื่อกระดูกสันหลังได้รับแรงกดดันลักษณะนี้ หมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังข้อนั้นอาจเคลื่อนหรือปูดออกมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง

ทำให้เกิดอาการปวด หากแรงกดดันนี้กระทำต่อโครงสร้างอันละเอียดอ่อนที่อยู่ทางด้านหลังของกระดูกสันหลัง ก็จะทำให้เกิดการหักหรือเสื่อมที่เรียกว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อม


นักวิทยาศาสตร์พบว่าไม่มีไพรเมตชนิดใดมีอาการปวดหลังแบบนี้ ยกเว้นบรรพบุรุษที่ใกล้ที่สุดของเรา หลักฐานฟอสซิลของเด็กชายแห่งนาริโอโคโตเม ซึ่งเป็น โฮโม อีเร็กตัส ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 1.5 ล้านปีที่แล้ว (ก่อนหน้า โฮโม เซเปียนส์ หรือมนุษย์ปัจจุบัน) บ่งชี้ว่า เด็กคนนี้มีอาการกระดูกสันหลังคด หรือกระดูกสันหลังโค้งงอในแนวข้างซึ่งก่อให้เกิดอันตราย

ถึงแม้สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังคดส่วนใหญ่จะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ดูจะมีสาเหตุเชื่อมโยงกับลักษณะกระดูกสันหลังที่เกี่ยวข้องกับการยืดตัวตรงเช่นเดียวกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม โดยเฉพาะการแอ่นโค้งไปด้านหน้าและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังส่วนล่าง

เมื่อโรคกระดูกสันหลังคดพบเฉพาะในมนุษย์และบรรพบุรุษที่เดินสองเท้าที่ใกล้สุดของเรา ก็เป็นไปได้ว่าการเดินตัวตรงก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย

 


ข้อต่อที่เคลื่อนหลุด

ข้อเข่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ธรรมชาติออกแบบอย่างสวยงามเพื่อทำหน้าที่ถ่ายเทน้ำหนักระหว่างขา แต่โครงสร้างเข่าก็เป็นหนึ่งในข้อที่บาดเจ็บง่ายที่สุดในร่างกาย

การยืนตัวตรงทำให้ เข่า ข้อเท้า และเท้าของเราต้องรับน้ำหนักอย่างที่ไม่เคยมาก่อน เวลาเดินเร็วๆ หรือวิ่ง ขาของเราต้องรับน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ของเชิงกรานยังส่งแรงกดด้านข้างลงมายังข้อขาด้วย เชิงกรานที่กว้างทำให้กระดูกต้นขาสอบเข้าด้านในไปทางหัวเข่ามากกว่าจะตรงทื่อลงมาเช่นชิมแปนซีและเอป มุมรับน้ำหนักของกระดูกต้นขานี้ช่วยให้เข่ารองรับใต้ลำตัวตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความมั่นคง


แต่ไม่มีวิวัฒนาการใดที่ได้มาเปล่าๆ และมุมตรงต้นขาที่ว่านี้ก็ทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักและเสียความมั่นคงไป ผู้หญิงซึ่งมีเชิงกรานกว้างจะมีลักษณะสอบเข้ามากกว่า จะวิ่งช้ากว่าผู้ชาย และอาจเสียพลังงานในการวิ่งถึงร้อยละสิบ โดยมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บของเข่ามากกว่า

 



ยืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งสุดท้ายที่รองรับน้ำหนักในการยืนตัวตรงของเราก็คือเท้า ซึ่งเป็นอวัยวะที่พิเศษพิสดาร ขณะที่เท้าของชิมแปนซีมีประโยชน์และใช้งานได้สารพัด เท้าของมนุษย์กลับไม่มีนิ้วที่เอื้อมไปสัมผัสนิ้วอื่นๆ เหมือนนิ้วหัวแม่มือ และมีหน้าที่เพียงสองอย่าง คือ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่ไปด้านหน้าและรองรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวเท่านั้น

การมีรูปแบบเฉพาะทำให้อวัยวะนี้เจ็บปวดได้ง่าย คนที่มีเท้าแบนมักเกิดการล้าของกระดูกจนแตกหักได้ คนที่มีเท้าโก่งอาจเกิดอาการเส้นเอ็นที่ยึดส่วนโค้งอักเสบ ทำให้เกิดการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้า หรือกระดูกส้นเท้างอก เมื่อมุมของกระดูกต้นขาทำให้หัวแม่เท้าเคลื่อนออกจากแนวปกติ อาจทำให้เกิดการโปนของข้อโคนหัวแม่เท้าซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงเพราะมีสะโพกที่ผายกว่าในผู้ชาย


ที่สำคัญ ในขณะที่กระดูกส้นเท้าของเอปเป็นกระดูกทึบที่หนาและแข็ง กระดูกส้นเท้าของมนุษย์กลับโปร่งและห่อหุ้มด้วยกระดูกทึบแผ่นบางๆ ข้างในคือกระดูกโปร่งหรือกระดูกบางๆ ที่สานกันเป็นร่างแหซึ่งพบตามข้อต่อใหญ่ๆ เช่น ข้อสะโพก ข้อเท้า และข้อเข่า ลักษณะเช่นนี้ดูจะเป็นจุดเด่นในโครงกระดูกของบรรพบุรุษมนุษย์ตั้งแต่เริ่มยืดตัวตรงครั้งแรก ดังที่พบในข้อต่อฟอสซิลโฮมินินอายุประมาณ 3.5 ล้านปีจากเอธิโอเปีย

 



ยืนหยัดไปเพื่ออะไร

ทำไมมนุษย์จึงยอมทิ้งความมั่นคงและความเร็ว ยอมสละเท้าที่สามารถหยิบจับเครื่องมือได้ แลกกับกระดูกโปร่งๆ ข้อที่เปราะบาง กระดูกสันหลังที่อ่อนแอ และการคลอดบุตรที่เสี่ยงต่อชีวิตของแม่และเด็ก ทำไมเราจึงยังเลือกที่จะยืนตัวตรงทั้งที่การเดินสองเท้าต้องแลกด้วยความเจ็บปวดทรมานและผลเสียอันรุนแรงสารพัด คำตอบอาจไล่เรียงมาจากความต้องการมีแขนอิสระ เพื่ออุ้มลูก หาอาหาร และเก็บผลไม้สูงๆ หรือเพื่อประหยัดพลังงาน


เพื่อทดสอบทฤษฎีว่าบรรพบุรุษมนุษย์เปลี่ยนไปเดินสองขาเพราะต้องการประหยัดพลังงาน นักวิทยาศาสตร์ จึงทดลองศึกษาการใช้พลังงานในการเคลื่อนที่ของชิมแปนซี โดยหวังว่าความเข้าใจในเรื่องการเคลื่อนที่และการใช้พลังงานของชิมแปนซีในระหว่างการเดินสองขาและสี่ขา จะไขความกระจ่างและอาจนำไปสู่คำตอบว่าการประหยัดพลังงานเป็นสาเหตุทำให้เราวิวัฒนาการไปสู่การเดินสองเท้าจริงหรือไม่


คงยังอีกนานกว่านักวิทยาศาสตร์จะล่วงรู้สาเหตุการเดินสองเท้าของมนุษย์ แต่ไม่ว่าบรรพบุรุษเราจะเลือกยืนตัวตรงด้วยเหตุผลใด สิ่งนั้นย่อมทำให้พวกเขาเคยชินกับการเดินสองเท้า และค่อยๆ พัฒนาความสามารถในการเดินและวิ่งระยะไกลขึ้นในที่สุด พวกเขาเรียนรู้ที่จะล่าและชำแหละเนื้อ ประดิษฐ์และใช้สอยเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาสมองขนาดใหญ่และสติปัญญาของมนุษย์สายพันธุ์ที่สร้างสรรค์บทกวี ดนตรี และคณิตศาสตร์ พัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย

และรวมทั้งคิดอ่านที่จะศึกษาสาเหตุของพฤติกรรมและความไม่สมบูรณ์ในการยืนสองเท้าของตนเอง

 

 



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
โหวตให้คะแนนกระทู้ที่4508     [ ตอบ: 46 ]  [ อ่าน: 1970 ]  [ โหวต: 0 ]  [ Fwd: 0 ]   แจ้งลบกระทู้ที่ 4508  เก็บกระทู้ที่ 4508 ไว้ใน Favorite  แนะนำกระทู้ที่ 4508 ให้เพื่อนของคุณ พิมพ์กระทู้ที่ 4508
  
โดยคุณ นายยะ Mail to นายยะ  [ 9 ส.ค. 2549 - 07:20:04 ]




Error4