The Recommended : แนะนำบทความที่น่าสนใจ
 ขายตัว-ติดยา-ติดเอดส์ ''ทุกข์'' เด็กไทย ''เสพติดบริโภคนิยม''  "เอลมา ฟาร์นสเวิร์ธ" ผู้หญิงคนแรกบนจอโทรทัศน์  รักยิ่งใหญ่จากหัวใจดวงน้อยของ "หนีตงเยี่ยน"  "ชุลมุนหน้าหลุมฝังศพ" !?

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

คุณยังไม่ได้ Login เข้ามานะครับ

อักษรลาวเก่ากว่าอักษรไทย 113 ปี แสดงว่าอักษรไทยได้จากอักษรลาว?

มติชน

เรียบเรียงจากต้นฉบับถอดความจากภาษาลาวเรื่องอ่านศิลาจารึก 835 ปี โดยบุนมี เทพสีเมือง จากคอลัมน์มรดกลาว พิมพ์ในนิตยสารท่องเที่ยวเมืองลาว ฉบับที่ 26 ประจำเดือนกรกฎาคม-กันยายน ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548)


คนไทยเกือบหมดประเทศเชื่อตำราว่า อักษรไทยเป็นอักษรที่พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1826 หรือ 722 ปีมาแล้ว รัฐบาลไทยจัดงานฉลองทั่วประเทศเมื่อ พ.ศ.2526 ครบรอบ 700 ปี "ลายสือไทย" ของพ่อขุนฯ แล้วยังจัดงานฉลองใหญ่ เมื่อองค์กร UNESCO ยกย่องเป็นมรดกโลกทางปัญญา เมื่อ พ.ศ.2547


ประวัติศาสตร์อักษรไทยบอกไว้ชัดเจนนานแล้วว่าลาวรับอักษรพ่อขุนรามคำแหงไปใช้งานหนังสือสมัยหลังๆ

แต่แล้วลาวเพิ่งค้นพบจารึกอักษรลาว ระบุศักราช พ.ศ.1713 หรือ 835 ปีมาแล้ว มีอายุเก่ากว่าอักษรไทยของพ่อขุนฯ ราว 113 ปี ถ้าเป็นจริงตามนี้ย่อมหมายความว่าอักษรลาวเก่ากว่าอักษรไทยราว 113 ปี และอักษรไทยได้จากอักษรลาว ?



อักษรลาวเก่าสุด

บทความเรื่องอ่านศิลาจารึก 835 ปี โดย บุนมี เทพสีเมือง ในนิตยสารท่องเที่ยวเมืองลาว (ฉบับที่ 26 เดือนกรกฎาคม-กันยายน ค.ศ.2005 คอลัมน์ "มรดกลาว" หน้า 40-43) ถอดความโดยสรุปดังต่อไปนี้


มีศิลาจารึกอักษรลาว อายุ 835 ปีหลักหนึ่ง สร้างขึ้นในปีจุลศักราช 532 ตรงกับ พ.ศ.1713 ค.ศ.1170 ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ในสิมวัดวิชุน บ้านวิชุน เมืองหลวงพระบาง

หากเทียบใส่ศิลาจารึกรามคำแหงที่ประเทศไทย เห็นว่าศิลาจารึกอักษรลาวหลักนี้มีอายุหลายกว่า 113 ปี การสมเทียบดังกล่าว แม่นอิงใส่ตัวเลขที่บอกปีจารึกไว้ในศิลาจารึกรามคำแหงนั้น (สร้างขึ้นที่เมืองสุโขทัยในปีมหาศักราช 1208 ตรงกับจุลศักราช 645)


ศิลาจารึกอักษรลาวหลักนี้ ประดิษฐานอยู่วัดวิชุนดนนานปานใดแล้ว, วัดวิชุนมีความสำคัญแนวใด เพิ่นจึงเอาศิลาจารึกบูราณหลักนี้มาประดิษฐานไว้

สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญในวัดนี้แม่น พระธาตุหมากโม ชื่อนี้เอิ้นตามชาวบ้านนิยมเอิ้นกันมาแต่ดนนานจนเป็นชื่อที่รู้กันโดยทั่วไปตามความเป็นจริงนั้น พระธาตุนี้มีชื่อเป็นทางการว่า พระธาตุปะทุมมะเจดี แปลว่า พระธาตุเจดีย์ดอกบัว ส่วนสิมของวัดวิชุนนี้ ก็มีรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมลาวเดิม สมัยอาณาจักรลาวล้านช้างยุคต้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14



ประวัติวัดวิชุน


คำอ่านศิลาจารึกอักษรลาว "หลาน กวาน ตาย ร่หาพ่อ เฮียน ๔ พี่น้องหนี เข้าป่า จุละสังกราส ๕๓๒ แต่นัน สะปาสน ใด! ไว้ แก่ตู อย่าร้อน ใจกวาน ผู้นันเบา เป็น คนร้าย ไว้ แก่ตู"

อักษรลาวได้ต้นเค้ามาจากอักษรสันสกฤต ซึ่งบ่มีตัว ฮ บ่มีวรรณยุกต์ คนลาวบูราณได้ใช้ตัว ร ออกเสียงเป็นตัว ฮ
ศิลาจารึกและสำเนาจารึกที่วัดวิชุน หลวงพระบาง ประเทศลาว อ่านโดย บุนมี เทพสีเมือง ผู้เชี่ยวชาญอักษรลาวโบราณ
วัดวิชุน มีชื่อเต็มเขียนไว้ที่ป้ายหน้าวัดว่า "วัดวิชุนนะลาด" หากเขียนถูกตามเค้าศัพท์แท้แม่น "วัดวิชุละราด" (อ่านว่า วิ-ชุน-ละ-ราด แปลว่า สายฟ้า) ชื่อนี้ตั้งขึ้นตามพระนามของพระเจ้าวิชุลราช ผู้นำพาสร้างวัดนี้เมื่อ จ.ศ.874 วันเสาร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 ปีเต่าสัน ตรงกับ พ.ศ.2055 หรือ ค.ศ.1512


มีประวัติบันทึกว่า ภายหลังที่พระเจ้าวิชุลราชได้ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินอาณาจักรลาวล้านช้างในปี จ.ศ.863 แล้ว พระองค์ก็ได้ปรับปรุงการบริหารบ้านเมืองให้เป็นระบบระเบียบดีตามฮีตคอง ประเพณีแล้ว ก็ได้หันมาบำรุงสร้างวัดวาศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ในนั้นพระองค์ได้เป็นเจ้าศรัทธานำประชาชนสร้างวัดวิชุนขึ้นเพื่อเป็นบ่อนประดิษฐานพระบาง (ก่อนหน้านั้นพระบางยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมะโนลม)

ในการสร้างนี้เพิ่นได้กำหนดอาณาเขตกว้างขวางให้เป็นอารามหลวง (เพยวัด) สร้างสิมให้กว้างใหญ่เพื่อให้เป็นบ่อนประกอบพระราชพิธีต่างๆ เมื่อสำเร็จแล้วก็อัญเชิญเอาพระบางมาประดิษฐานอยู่ในสิมแห่งนี้


สิมวัดวิชุนหลังเก่า สร้างด้วยไม้มีค่าสูงหมดทั้งหลัง มีขนาดยาว 36 เมตร กว้าง 18 เมตร ประดับเอ้ด้วยไม้ ควัดลวดลายศิลปะที่วิจิตรจบงามหลาย มีประตูเข้า-ออก 4 ป่อง มีป่องเอี้ยม 21 ป่อง

เคียงคู่กับการสร้างสิมหลังนี้ พระนางพันตินะเชียงเบด พระอัครมเหสีของเจ้าวิชุลราช ก็ได้สละทรัพย์ส่วนพระองค์ นำพาไพร่ฟ้าประชาชนสร้างพระธาตุลูกหนึ่งชื่อว่า พระธาตุปะทุมมะเจดี แปลว่า พระธาตุดอกบัว ซึ่งตั้งโดดเด่นอยู่ด้านหน้าสิมอย่างสง่างาม ในเวลาต่อมา คงเป็นเพราะลักษณะของพระธาตุคล้ายคือ หน่วยหมากโมตัดครึ่ง คนทั่วไปจึงพากันเอิ้นว่า พระธาตุหมากโม มาจนถึงทุกวันนี้

สิมวัดวิชุน และพระธาตุหมากโม ตั้งโดดเด่นสง่างามมา 376 ปี จึงได้ถูกพวกโจรฮ่อมาม้างเพทำลายในปี ค.ศ.1888 เพื่อเอาของมีค่าสูงซึ่งประดับเอ้อยู่ยอดช่อฟ้าของสิมและยอดพระธาตุ

ปี ค.ศ.1894 พระเจ้าสักกะริน กษัตริย์หลวงพระบาง ได้ปรึกษาหารือกับคณะสงฆ์ตกลงกันทำการสร้างแปลงสิมวัดวิชุนขึ้นใหม่ เพราะสิมหลังเก่าทรุดโทรมเพพังหลาย ในการก่อสร้างปัวแปงสิมขึ้นใหม่ แม่นก่อฝาผนังและเสาด้วยดินจี่ เฮ็ดให้มีรูปทรงเดิม ภายหลังสำเร็จแล้ว บรรดานักปราชญ์อาจารย์ทั้งลาวและฝรั่งเศส ในเวลานั้น ได้ตกกันริบโรมเอาวัตถุบูราณและศิลาจารึกต่างๆ ที่มีอยู่ตามวัดร้าง วัดเก่าแก่ต่างๆ ซึ่งบ่มีการปกปักรักษาที่ดี เข้ามาเก็บเมี้ยนไว้ในสิมวัดวิชุนนี้ เพื่อป้องกันบ่ให้ถูกทำลายหรือสูญหายไป



บ่อนประดิษฐานศิลาจารึกอายุ 835 ปี

ศิลาจารึกอักษรลาวอายุ 835 ปี ได้ประดิษฐานอยู่ในสิมวัดวิชุนนี้มาแต่ท้ายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายหลังการบูรณปฏิสังขรณ์สิมวัดวิชุนขึ้นใหม่ ในสิมวัดวิชุนปัจจุบัน มีศิลาจารึกประดิษฐานอยู่ 6 หลัก จารึกอักษรลาว 4 หลัก อักษรธรรม 2 หลัก ทั้งหมดตั้งอยู่เทิงแท่นไม้เลียนกันเป็นแถว อยู่ทางด้านซ้ายของพระเจ้าองค์หลวง หลักที่ 1 นับจากด้านขวามือแม่นศิลาจารึกอักษรลาว อายุ 835 ปี


ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับศิลาจารึกอักษรลาว อายุ 835 ปี


นิตยสารท่องเที่ยวเมืองลาว ฉบับที่ 26 ประจำเดือนกรกฎาคม-กันยายน ค.ศ. 2005
ลักษณะทั่วไปของศิลาจารึกเป็นเสาหินสูงยาวรี ด้านหน้าส่วนเทิงเป็นพื้นราบเพียงสมควร จารึกตัวอักษรใส่ไว้ ส่วนลุ่มเป็นพื้นบ่ราบเพียง ยังคงสภาพรอยหินแตกตามธรรมชาติ ด้านข้างและด้านหลังมีรูปทรงส้วยรี แบบรูป 4 เหลี่ยมคางหมู บ่มีจารึกตัวอักษร ศิลาจารึกหลักนี้ตั้งอยู่เทิงแท่นไม้รูป 4 เหลี่ยม

ขนาด สูงจากแท่นถึงยอด 103 เซนติเมตร ความกว้างส่วนปลาย 21 เซนติเมตร ส่วนกลาง 36 เซนติเมตร ส่วนลุ่มติดแท่น 32 เซนติเมตร ความหนาเฉลี่ย 12 เซนติเมตร

ประเภท เป็นท่อนหินแข็ง ทนทานต่อลบเลือน คล้ายคือกับหินแกรนิต, สีเทา

ตัวอักษร จารึกด้วยตัวอักษรลาวบูราณ มี 11 แถว

ภาษา จารึกเป็นภาษาลาวบูราณ

ปีจารึก จารึกปี จ.ศ.532 ตรงกับ พ.ศ.1713, ค.ศ.1170 ไล่อายุมาถึง ค.ศ.2005 มีอายุได้ 835 ปี


ผู้ปกครองประเทศ คงเป็นหัวหน้าชุมชนลาวเจ้านครรัฐใดรัฐหนึ่ง เพราะว่าศิลาจารึกหลักนี้ สร้างขึ้นก่อนพระเจ้าฟ้างุ่ม สร้างตั้งอาณาจักรลาวล้านช้าง 183 ปี

การจดก่ายจำลองตัวอักษร ผู้เขียนได้พยายามอ่านจนได้ข้อความครบถ้วน (ในเบื้องต้น) แล้วจดก่ายจำลองตัวอักษรจากศิลาจารึกหลักนี้ ครั้งแรกในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.2001 แล้วรายงานให้กรมพิพิธภัณฑ์และวัตถุบูราณที่นครหลวงเวียงจันเพื่อทราบ และได้ส่งสำเนาให้สถาบันค้นคว้าวัฒนธรรมที่เวียงจัน 1 ฉบับ ในต้นปี 2002

ผู้เขียนได้กลับไปอ่านเพิ่มเติมอีก เพราะในครั้งก่อนบางตัวอักษรยังอ่านบ่ทันได้ข้อความชัดเจน การอ่านในครั้งใหม่นี้ ได้สังเกตเห็นบางตัวอักษรเพิ่มเติมอีก เพราะเมื่อก่อนบ่ได้สังเกตเห็น ตัวอักษรบางตัวที่ลบเลือนหาย การอ่านในครั้งใหม่นี้เห็นว่าได้ข้อความครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงได้จดก่ายจำลองตัวอักษรขึ้นใหม่

 

 



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
โหวตให้คะแนนกระทู้ที่3603     [ ตอบ: 49 ]  [ อ่าน: 5883 ]  [ โหวต: 20 ]  [ Fwd: 1 ]   แจ้งลบกระทู้ที่ 3603  เก็บกระทู้ที่ 3603 ไว้ใน Favorite  แนะนำกระทู้ที่ 3603 ให้เพื่อนของคุณ พิมพ์กระทู้ที่ 3603
  
โดยคุณ นายยะ Mail to นายยะ  [ 6 ม.ค. 2549 - 07:09:12 ]




Error4