มติชน
ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม!!??
หลายคนซึ่งหันไปดูละครเกาหลีที่กำลังฮิตขึ้นเรื่อยๆ อดถามไม่ได้ว่าทำไมละครบ้านเราถึงไม่เป็นอย่างละครเกาหลีที่ "หลากหลาย" ประเภทรักก็มี ดีๆ แบบ "แดจังกึม" ก็ได้เห็น
เพราะละครบ้านเรานั้นเอะอะอะไรก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ หลานสาวที่หายสาบสูญไป พระเอกหรือนางเอกปลอมตัวเพื่อลองใจ ซ้ำไปซ้ำมา
ตัวพระเอกนั้นเล่าก็ทึ่มแสนทึ่ม คนเขารู้ความจริงกันทั้งเรื่องแล้ว มีแต่ตัวเองที่ดูไม่ออกฟังไม่เข้าใจอยู่คนเดียว ส่วนนางเอกก็เป็นคนดีที่น่าสงสาร ใครทำอะไรก็ยอมทุกอย่าง ขนาดโดนพระเอกปล้ำก็ยังกลับมารักพระเอกได้ ในขณะที่นางร้ายก็ต้องเป็นนางพญาเสียง 8 หลอด กรี๊ดๆ อย่างเดียว ทำอย่างอื่นไม่เป็น ดังนั้น ถ้าออก 10 ฉากเลยต้องกรี๊ดไปซะ 9
ขนาดคนเล่นเองอย่าง กิ๊ก-สุวัจนี ไชยมุกสิก ผู้ผูกขาดบทนางร้ายมืออาชีพยังว่าเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงต้องเล่นอย่างนั้น แต่ที่เล่นไปก็เพราะบทกับผู้กำกับบอกให้เล่น เธอเองก็ไม่ทราบเหตุผลชัดเจนเหมือนกัน
"โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าบทนางร้ายจะเป็นคนมีความมั่นใจสูงก็เลยมักทำอะไรไม่สนใจใคร ส่วนที่กรี๊ดสงสัยว่าเพื่อให้คนหมั่นไส้" เธอคาดคะเนพร้อมหัวเราะเสียงใส
ถ้าอย่างนั้นคนที่น่าจะตอบได้มากกว่านี้อาจจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง
ณัฐิยา ศิรกรวิไล คนเขียนบท "เจ๊ดันฉันรักเธอ","หนึ่งในทรวง","แก้วตาพี่","ร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้าย","เล่ห์ร้ายอุบายรัก" โต้เรื่อง "น้ำเน่า" นี้ว่าละครน้ำเน่าหรือที่เรียกว่า "เมโลดราม่า" ก็มีอยู่ทุกชาติแหละ พล็อตเรื่องก็ไม่แตกต่าง คือประเภทสลับลูก ปานแดง มรดก คนรวยรักคนจน การแก้แค้น ซึ่งละครเกาหลี ฝรั่ง จีน แขก ก็ใช้พล็อตที่ว่านี้เหมือนกัน และละครน้ำเน่า หรือเมโลดราม่า ที่ว่านั้นถ้าวัดกันตัวต่อตัวแล้ว มีเรตติ้งนำละครทุกชนิด แถมเป็นละครที่มีกลุ่มคนดูใหญ่ที่สุดในโลก
"โดยพื้นฐานแล้วละครเมโลดราม่านั้น กลุ่มเป้าหมายคือแม่บ้านที่ต้องการหลุดพ้นจากโลกแห่งความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เป็นโลกความฝันของเขาที่ในชีวิตจริงไม่มี สมมุติว่าเขาเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้านรอสามีกลับบ้าน แทนที่จะนั่งรอเฉยๆ ก็เอาน่ะ รอกับสเตฟาน (สันติ วีระบุญชัย) ในละครแล้วกัน"
"ถ้าถามว่าพวกนี้ทำให้ชีวิตเขาแย่ลงไหม ไม่เลย มันกลับทำให้เขาหลับฝันดี มีความสุข ตื่นเช้าขึ้นมามีเรื่องเม้าธ์กับเพื่อน เรียกว่าทำให้มีประเด็นที่หลุดออกไปจากความเบื่อหน่ายชีวิตประจำวันบ้าง"
ถึงแม้จะมีคนบ่นว่าละครไม่สมจริงบ้างละ เนื้อหาก็ซ้ำซาก พระเอกโง่ นางเอกไม่ฉลาด ตัวร้ายร้องแว้ดๆ แต่ณัฐิยาว่าจากประสบการณ์ของเธอ ละครมีลักษณะยิ่งด่ายิ่งดัง ยิ่งด่าเรทติ้งยิ่งกระฉูด
"อย่างหลงเงาจันทร์ หลานเราอายุ 14-15 ก็ดู ทั้งๆ ที่ด่าว่ามันไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ บอกพี่ดวงดาว (จารุจินดา) ที่เล่นเป็นแม่ของตัวร้ายว่า อุ๊ย!...ร้ายนะ สเตฟานก็ อุ๊ย!... เล่นแข็งเชียว แต่ก็ดู"
เพราะฉะนั้น ถึงจะมีคนบ่นเรื่องพัฒนาการละครไทยว่าซ้ำซาก ไม่ไปไหน แต่ในส่วนรูปแบบจริงๆ ก็มีการพัฒนาอยู่ เพราะมีคนใหม่ๆ เข้ามาทำงานตลอดเวลา แต่คงจะปฏิเสธรากของละครตรงนี้คงไม่ได้ เพราะนี่คือแก่นของเมโลดราม่า
"มันก็เหมือนอาหารที่มีทั้ง เนื้อ หมู ไก่ เราก็เลือกกินในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเราชอบไก่ ก็ไม่ใช่ว่าคนกินเนื้อผิด และละครเองก็ยังมีแนวอื่นๆ อีก" เธอว่า
ผู้กำกับการแสดงอย่าง ปุ๊ย-ผอูน จันทรศิริ เจ้าของผลงานอย่าง "ดงดอกเหมย","ลอดลายมังกร","พระจันทร์สีน้ำเงิน" ฯลฯ เมื่อเจอคำถามถึงความน้ำเน่าก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะบอกว่า ตอนเด็กๆ เธอก็ไม่เห็นด้วยที่คนว่าละครน้ำเน่าซ้ำซาก และมีการแสดง "เว่อร์ๆ" และก็พยายามพิสูจน์ความคิดนี้มาตลอด แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้ว่าสิ่งที่คนว่า "น้ำเน่าๆ" เป็นจริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าละครน้ำเน่านั้นเป็นรสนิยมส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ
"ต้องเข้าใจว่าความชอบของคนในประเทศเรามันมีช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัดค่อนข้างเยอะ ละครแบบนี้เป็นที่ถูกใจคนในต่างจังหวัดมาก คนที่มีความรู้หน่อยอาจจะรำคาญ แต่ว่าบางทีคนกลุ่มนี้ก็เปิดดูเหมือนกัน"
ละครเกาหลีที่ชอบๆ กันนั้น ผอูนก็ว่ามีส่วนของน้ำเน่าอยู่ไม่น้อย ทั้ง "แดจังกึม" หรือ "สแตร์ เวย์ ทู เฮเว่น-ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า" ก็น้ำเน่าไม่ผิดกับละครไทย เพียงแต่ว่ามันไม่มีสไตล์มาตรฐานแบบที่ละครไทยมีเท่านั้นเอง และกลุ่มเป้าหมายของละครเกาหลีหลายๆ เรื่องก็มักจะเป็นคนที่อยู่ในเมืองมากกว่าของละครไทย
นิสัยการดูละครแนวอย่างนี้ของคนไทย ผอูนวิเคราะห์ว่ามีที่มาจากการแสดงพื้นบ้านจำพวกลิเกที่นักแสดงจะต้องเล่นท่าทางเกินจริงและเต็มไปด้วยรูปแบบ อย่างการต่อสู้ก็ต้องฟันกัน 3 ที ก่อนที่ฝ่ายรุกจะสลับเป็นฝ่ายรับ หรือเวลาแสดงความรู้สึกก็มีท่ารำแสดงออกชัดเจน ซึ่งทุกอย่างถูกออกแบบมาเพราะข้อจำกัดเรื่องฉากและการมองเห็นของคนดูที่อยู่ด้านหลัง
"คนไทยจะค่อนข้างคุ้นเคยกับสไตล์ของลิเกและรูปแบบที่ซ้ำๆ นี้ พอนึกถึงตัวโกงก็จะต้องทำตาถลึง แล้วมีเสียงแหลมแบบนั้น รูปแบบซ้ำๆ ที่ว่าเลยปรากฏในละครไทย เพราะคนดูติด"
นี่เลยเป็นที่มาของความไม่สมจริง ไม่เนียน โอเวอร์ ฯลฯ
เธอยังบอกอีกว่า ส่วนตัวแล้วเธอก็ชอบและอยากจะทำละคร "เนียนๆ" ที่ไม่ต้องใช้สไตล์เว่อร์ๆ ดังกล่าว แต่ในฐานะคนทำงานบางครั้งก็ต้องยอมรับตรงนี้ เพราะผู้ที่กำหนดรูปแบบของละครว่าควรจะเป็นแบบไหนแท้จริงก็คือเรตติ้ง ซึ่งก็คือคนดูนั่นเอง
"เราเหมือนคนทำหนังไทยนะ ที่ตอนแรกเราก็เย่อหยิ่งว่าฉันจะทำอะไรที่ฉันอยากทำ แต่พอเจอหนักๆ เข้าก็ต้องประนีประนอม ซึ่งเราบังเอิญผ่านจุดนั้นมานานมากแล้ว ตอนนี้จึงอยู่ที่ว่าเราจะประนีประนอมระหว่างส่วนที่คนดูชอบกับส่วนที่เราอยากจะทำได้ขนาดไหน"
ความ "น้ำเน่า" ของละครไทยเลยเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะคนทำสักแต่จะใส่เข้าไป แต่อาจจะฝังตัวอยู่ลึกๆ และแทรกซึมผ่านวัฒนธรรมต่างๆ ในสังคมไทยมาช้านาน อาจจะนานจนเลยจุดที่จะมานั่งถามว่าเมื่อไรสิ่งเหล่านี้จะหายไปจากสังคม อีกทั้งความขัดแย้งระหว่างคนที่ออกมาวิจารณ์ละคร อาจจะไม่ใช่เพียงปัญหาของปัญญาชนกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์
แต่อาจจะล่วงเลยถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมที่เราอาจจะหลงลืมไปก็เป็นได้